About

ความรู้สึก กับความเป็นจริง



เจ้าสุนัขตัวน้อยคู่นี้ผมบันทึกไว้ที่บักฮา เวียดนามเหนือ ภาพนี้อาจจะดูน่ารักน่าเอ็นดู แต่ความจริงแล้วนี่คือตลาดสด มีสุนัข แมว หมู เป็ด ไก่ ฯลฯ วางเรียงรายให้เลือกซื้อกลับบ้านเพื่อเป็นอาหาร เจ้าสองตัวนี้อยู่ในเข่งสายตาที่มองมาทำเอาช่างภาพที่ไปด้วยหลายๆ คนเบือนหน้าหนี สงสารก็สงสาร แต่จะทำอย่างไรได้ ผมเลือกที่จะบันทึกภาพนี้เก็บไว้ ก่อนแสงสุดท้ายของวันจะหมดลง

ภาพ : นันทพัฒน์ สุรสิงห์โตทอง

Read more

“เฝอ” ก๋วยเตี๋ยวชู้รัก...จากก้อมน้อยริมทางถึงภัตตาคารหรู




        ริมถนนที่หลวงพระบาง ข้างถนนเข้าปราสาทบันทายสรี ในตลาดสดของรัฐฉานเมืองลา แล้ววันนี้ก้อมน้อยตรงข้ามที่พักในย่าน Old Quarter เมืองฮานอยก็แออัดไปด้วยผู้คนทั้งเด็กวัยรุ่นจนถึงวัยผมเปลี่ยนสี ต่างก็กำลังนั่งก้มหน้าก้มตากับอาหารจานด่วนกันอย่างเอร็ดอร่อย 

        หลาย ๆ ที่ที่ไป พวกเราก็ได้ลองลิ้นชิมรสเจ้าอาหารยอดนิยมนี่มาทุกครั้ง แต่วันนี้ต้องบอกว่าขอนำมาเป็นประเด็นแนะนำเพราะความอร่อยแบบเป็นหนึ่งไม่มีสองของ เฝอ-ฮานอย ทำให้พวกเราต้องยกนิ้วให้อย่างไม่ลังเลกันเลย เฝอก็เหมือนอาหารแบบข้าวแกงบ้านเราคือหากินง่าย ราคาถูก ปรกติถ้าชาวเวียดนามอยู่บ้านก็จะกินข้าวเป็นอาหารหลัก แต่บางครั้งถ้าเบื่อทานข้าวที่บ้าน ก็มักจะออกมากินเฝอ ชาวเวียดนามเค้าก็เปรียบเจ้าเฝอนี้ว่าเป็นทางเลือก หรือชู้รัก แทนข้าวที่เหมือนกับภรรยาที่บ้าน เหมือนบอกเป็นนัยว่าเจ้าก๋วยเตี๋ยวธรรมดานี้นะ ถ้าเรารู้จักปรุงให้เผ็ดร้อน มันก็อร่อยเด็ดเหมือนกัน

        เฝอกับก๋วยเตี๋ยวบ้านเราคงเป็นญาติกันแนบแน่นน่าดู แต่น้ำซุปกับเครื่องเคียงนี่ต่างกันไปเส้นของเค้าคล้ายเส้นเล็กแต่กว้างกว่า อาจเจอเส้นกลมคล้ายขนมจีนบ้างและก็มีทั้งเฝอเนื้อ หมู ไก่ ปลา เต้าหู้ หมูยอ และที่ทำให้หนุ่มสาวที่นี่หุ่นดีก็คือผักสดนานาชนิดที่จะเด็ดเอาแต่ยอดอ่อนมาแกล้ม บางเจ้าก็จะมีกะปิ สำหรับซอสปรุงรสเค้าจะใช้ซอสฮอยซิน คล้ายซอสถั่วเหลืองบ้านเราหอมกลมกล่อมดีมาก และซอสพริกศรีราชาช่วยเพิ่มรสชาติให้กับคนที่ชอบรสเผ็ด รสเปรี้ยวที่นี่เค้าแปลกไม่ได้ใช้มะนาวเหมือนบ้านเรา แต่เค้าใช้ส้มลูกเล็ก ๆ คล้ายส้มจี๊ดตัดปลายไว้ให้บีบใส่ แหมทั้งหอมแบบเปรี้ยวอมหวานเยี่ยมยอดมาก ส่วนน้ำซุปเค้าจะใช้กระดูกหมูส่วนขา กระดูกสันหลัง หางวัว หรือเนื้อวัว เนื้อไก่ มาเคี่ยวนานหลายชั่วโมงจนได้น้ำซุปรสกลมกล่อม ตัดกลิ่นด้วยเครื่องเทศชนิดต่าง ๆ เช่นหอมหัวใหญ่ กระเทียม เมล็ดดอกจัน ขิง กานพลู อบเชย ยี่หร่าอีกเล็กน้อย เรียกว่าซุปเค้านี่ผมแทบไม่ได้ปรุงเพิ่มเลย ร้านไหนร้านนั้นอร่อยทุกร้าน ยิ่งช่วงบ่าย ๆ เย็น ๆ น้ำซุปถูกเคี่ยวจนเข้าเนื้อยิ่งเด็ด 

         ใครจะเคยคิดว่าในอดีตการขายเฝอข้างถนนก็ผิดกฎหมาย ประมาณกลางทศวรรษ 1980 ก่อนปฏิรูประบบเศรษฐกิจ แผงลอยขายเฝอถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เพราะราษฎรต้องรับข้าวกับเนื้อที่เป็นส่วนปันจากรัฐบาล คนขายเก่า ๆเล่าให้ฟังว่าต้องแอบขายกันหลังบ้านให้กับคนที่รู้จักเท่านั้น แต่ทุกวันนี้ไม่ว่าเราจะอยู่มุมไหนของเวียดนามเราจะหาร้านเฝอได้ง่ายที่สุดทั้งแบบยอง ๆ เหลา จนถึงระดับภัตตาคาร ยิ่งทุกวันนี้มีร้าน เฝอ24 ที่ตีตลาดแบบแมคโดนัลที่เปิดสาขาให้บริการกันหลายสิบสาขาแล้ว ก่อนจะหมดพื้นที่หน้าขอกระซิบดัง ๆ ตรงนี้ว่า เฝอที่เวียดนามเหนืออร่อยที่สุดเท่าที่เคยชิมมาเลยครับ ใครมีโอกาสเดินทางมาถึงนี่ไม่ต้องกลัวว่าร้านเล็ก ๆ ข้างทางจะไม่อร่อย ผมรับประกันได้เลยว่าของเค้าดีจริง ๆ ครับ

เรื่อง / ภาพ : นันทพัฒน์  สุรสิงห์โตทอง

Read more

"อ๋าวไหย่" Vietnamese traditional costumes


"อ๋าวไหย่" Vietnamese traditional costumes

นักศึกษาสาวชาวเวียดนามในชุดอ๋าวไหย่

        ในใจลึก ๆ ประสาหนุ่มโสดที่มีโอกาสได้เดินทางท่องเที่ยวไปต่างแดนโดยเฉพาะประเทศเวียดนามที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องชุดแต่งกายประจำชาติซึ่งมีเสน่ห์ สวยงาม เย้ายวน ทว่ามิดชิด จากคำเล่าขานหรือจะเท่าไปเห็นด้วยตาตัวเอง เพราะฉะนั้นเมื่อมีโอกาสได้ไปเยือนเวียดนามถึงถิ่นพอเครื่องบินลงจอดที่สนามบินนอยไบสายตาผมก็สอดส่องเผื่อจะพบสาวในชุดอ๋าวไหย่ให้สมตั้งใจ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่พบซักที จนเดินทางเข้าเมืองฮานอยก็ต้องผิดหวังอีกคำรบใหญ่เพราะเพิ่งรู้ว่าเวียดนามเหนือเค้าจะไม่ใส่ชุดอ๋าวไหย่กัน ถ้าอยากเห็นต้องไปเวียดนามใต้โดยเฉพาะที่เมืองเว้ ด้วยความคาดหวังอันสูงส่งทำให้หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่ไปในทริปนั้นต่างผิดหวังกันอย่างแรง เอาเป็นว่าเรามาดูวิวัฒนาการของชุดอ๋าวไหย่กันก่อนดีกว่า

        อ๋าวไหย่ ถ้าแปลตามความหมายก็คือชุดยาว แต่กว่าจะมาเป็นชุดยาวนี่ได้ก็ต้องผ่านขั้นตอนกระบวนการคัดสรรทางการเวลากันมาพอควร เพราะแต่เดิมประมาณปี 1744 พระเจ้ามินหม่างแห่งราชวงศ์เหวียน ที่มีอำนาจอยู่ในเวียดนามกลางและใต้ ได้กำหนดให้แต่งกายแบบจีนคือให้ใส่กางเกงขายาวแทนกระโปรง เสื้อแหวกแบบผูกด้านหน้า โดยกำหนดจากชนชั้นทางสังคม และอาชีพของผู้สวมใส่ แต่ชุดสมัยโบราณผู้หญิงจะแต่งเป็นกระโปรงยาวไม่ใส่กางเกงซึ่งเดี๋ยวนี้เราก็ยังสามารถพบเห็นได้ตามหมู่บ้านทางเวียดนามตอนเหนือ ที่ผมไปแถวซาปาก็ยังมีชาวบ้านที่มีอายุก็ยังนิยมแต่งกายแบบเดิมอยู่พอสมควร

        ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 1930 ก็ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบเนื้อผ้าโดยให้ทันสมัยขึ้นจนมาเป็นชุดอ๋าวไหย่ทุกวันนี้ แต่ภายหลังการรวมชาติ และสงครามเวียดนามได้จบลงประเทศเวียดนามต้องประสบภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจไปทั่ว ชุดอ๋าวไหย่จึงกลายเป็นของสิ้นเปลืองต้องห่างหายไปชั่วคราว ต่อมาปลายปี 1980 เมื่อสภาพสังคม และเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ชุดประจำชาติชุดนี้ก็ได้กลับมารับความนิยมอีกครั้ง โดยเฉพาะในเขตตอนใต้ของประเทศ

ชุดแต่งงานของชาวเวียดนาม

        ชุดอ๋าวไหย่มักจะใช้ผ้าเนื้อบางเบาเมื่อสวมใส่แล้วจะแนบไปกับสรีระของผู้ใส่ ซึ่งตลอดเวลาที่ผมเดินทางอยู่ในเวียดนามเรียกว่าแทบจะไม่เห็นคนอ้วนเลย หญิงสาวชาวเวียดนามเค้าดูแลตัวเองดีมาก ๆ ทั้งเรื่องอาหารการกินที่เน้นจำพวกผักเป็นหลัก ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้สาวรุ่นที่นี่มีแต่รูปร่างดี ๆ สูงโปร่ง จนมีเรื่องเล่าว่า ในตอนใต้ของเวียดนามที่นักเรียนหญิงจะใส่ชุดอ๋าวไหย่หากวันใดฝนตกเราจะเห็นความสวยงามของสรีระร่างกาย ทั้งส่วนเว้าส่วนโค้งอย่างชัดเจน จนบางครั้งพวกนักท่องเที่ยวจะมารอดูอยู่ที่หน้าโรงเรียนเลยก็มี แบบนี้ถ้าเป็นบ้านเราคงโดนตำรวจจับข้อหาโรคจิตแน่ ๆ เรื่องนี้จะจริงเท็จประการใดหากมีโอกาสไปเวียดนามใต้ผมก็จะขออาสาไปพิสูจน์ให้ก่อนละกันนะครับ
        แต่มาเวียดนามครั้งนี้ก็ไม่ได้โหดร้ายเกินไปนัก เพราะวันสุดท้ายขณะที่ผมกำลังเดินเล่นอยู่ที่วิหารวรรณกรรมกลางเมืองฮานอย พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นสาวน้อยในชุดอ๋าวไหย่กำลังถ่ายภาพเป็นที่สนุกสนาน จึงเดินเข้าไปถามได้ความว่าเป็นนักศึกษากำลังจะเรียนจบปีนี้เลยไปเช่าชุดกับเพื่อน ๆ มาถ่ายภาพกัน ผมก็เลยถือโอกาสขออนุญาตถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก ช่างเป็นการปิดทริปเวียดนามได้ดั่งใจหวังจริง ๆ ครับ


เรื่อง / ภาพ : นันทพัฒน์  สุรสิงห์โตทอง



Vietnamese traditional costumes

        Young women wear light brown-colored short shirts with long black skirts. Their headgear consists of a black turban with a peak at the front. To make their waist look smaller, they tightly fasten a long piece of pink or violet cloth. On formal occasions, they wear a special three layered dress called an "ao dai", a long gown with slits on either side.

Over time, the traditional "ao dai" has gone through certain changes. Long gowns are now carefully tailored to fit the body of a Vietnamese woman. The two long slits along the side allow the gown to have two free floating panels in the front and at the back of the dress. The floating panels expose a long pair of white silk trousers.

In general, Vietnamese clothing is very diverse. Every ethnic group in Vietnam has its own style of clothing. Festivals are the occasion for all to wear their favorite clothes. Over thousands of years, the traditional clothing of all ethnic groups in Vietnam has changed, but each ethnic group has separately maintained their own characteristics.

http://www.vietnamtourism.com



Read more

หุ่นกระบอกน้ำ...วิถีความเชื่อ ศิลปะบนผิวน้ำ



        แสงยามเย็นเริ่มลูบไล้ริมฝั่งน้ำ สะพานสีแดงสดที่ทอดตัวสู่เกาะเล็กๆ กลางทะเลสาบ ซึ่งเป็นหนึ่งในตำนานแห่งอิสรภาพของชนชาวเวียดนาม ริมทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม หรือทะเลสาบคืนดาบ เรื่องเล่าของพระเจ้าเลไทโต กับเต่ายักษ์ที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบ ซึ่งคนที่จะมาเที่ยวเวียดนามเชื่อว่าคงเคยได้ยินตำนานนี้กันมาบ้างแล้ว แต่วันนี้เราจะมาดูศิลปะการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์ขึ้นชื่อของชาวเวียดนามที่ทุกวันนี้หาดูได้ค่อนข้างยากนั่นคือ หุ่นกระบอกน้ำ เดินไปเดินมารอเวลาเข้าชมก็ชวนให้นึกถึงหุ่นกระบอกโจหลุยส์ หรือหุ่นละครเล็กที่บ้านเรา ความวิจิตรของตัวหุ่นลีลาการเชิดที่ถ่ายทอดให้เราได้เห็นได้สัมผัสเรื่องราว และอารมณ์ทั้งจากตัวหุ่นกระบอกเอง และจากผู้เชิด ต้องเรียกว่าศิลปะการแสดงที่เป็นหนึ่งไม่มีสองได้เหมือนกัน



       ก่อนเข้าชมผมก็มีคำถามว่า ทำไมต้องไปเล่นในน้ำไม่เปียกกันแย่เหรอ ก็ได้คำตอบจากพี่เปี๊ยกว่าประเทศเวียดนามบริเวณสันดอนสามเหลี่ยมลุ่มแม่น้ำโขงที่กว้างใหญ่ หรือที่ราบลุ่มต่ำของแม่น้ำแดงในช่วงฤดูหน้าน้ำ ดินแดนแถบนี้จะถูกน้ำท่วมอยู่ทุกปี และการที่น้ำท่วมเป็นประจำ ชาวนาแต่ละคนก็คงเหงาไม่รู้จะไปเล่นอะไรคลายเหงาในช่วงรอน้ำลดดี ก็เลยกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดรูปแบบความบันเทิงแบบที่หาชมได้ในเวียดนามนี้เท่านั้น คือหุ่นกระบอกน้ำนั่นเอง

        เรื่องราวก็จะเป็นเกี่ยวกับวิถีชีวิต การทำนา การเพาะปลูก การแข่งเรือ และตำนานของพระเจ้าเทไทโตกับทะเลสาบฮว่านเกี๋ยมนั่นเอง จากที่เกริ่นไว้แล้วว่ามีตำนานเรื่องหนึ่งเล่าถึงเต่าใหญ่ที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบฮว่านเกี๋ยมที่ฮานอย เต่าตัวนี้จะโผล่ขึ้นมาเพื่อถวายดาบวิเศษแก่พระเจ้าเลไทโต ซึ่งพระองค์ต้องการนำไปใช้ขับไล่ผู้รุกรานชาวจีน เมื่อขับไล่เสร็จแล้วก็นำดาบมาคืนที่ทะเลสาบแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง การแสดงหุ่นกระบอกน้ำจึงสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อในเรื่องตำนาน และวิถีชีวิตที่เรียบง่าย กับความรักชาติที่ถูกปลูกฝังกันมาในจิตใจชาวเวียดนาม


        การเชิดหุ่นกระบอก คนที่ดูจะไม่เห็นคนเชิดเพราะนักเชิดจะยืนอยู่หลังฉากโดยให้น้ำท่วมถึงเอว แล้วควบคุมการเคลื่อนไหวของหุ่นด้วยไม้ไผ่ลำยาว เล่ากันว่าหุ่นบางตัวหนักถึง 20 กก. ใช้คนเชิดประมาณ 4 คนแต่ที่ดูหุ่นทุกตัวเคลื่อนไหวได้น่ารักมากต้องชมคนเชิดว่าฝึกซ้อมกันมาอย่างดีจริง ๆ และในโรงละครก็จำลองออกมาได้ดี เพราะนักท่องเที่ยวอย่างพวกเราไม่ต้องลงไปดูในน้ำด้วย

        ตลอดการแสดงก็จะมีวงดนตรีแบบดั้งเดิมเล่นคลอไปด้วยได้บรรยากาศดีทีเดียว เสียแต่เค้าพากษ์เป็นภาษาเวียดนาม แม้ว่าจะฟังไม่รู้เรื่องแต่ก็น่าสนใจและสนุกมาก ดูแล้ววิถีชีวิตก็ไม่ได้ต่างกับบ้านเราเท่าไหร่นัก จะมีก็แต่เรื่องเล่าเท่านั้นที่ดูจะเป็นไปตามเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมของแต่ละชนชาติ ก่อนกลับผมก็มีคำถามอีกว่าพวกนักเชิดหุ่นเค้าต้องแช่อยู่ในน้ำกันวันละหลาย ๆ รอบ รอบละนาน ๆ เค้าจะเป็นโรคน้ำกัดเท้ากันมั๊ย แต่ผมก็ได้แต่เก็บไว้ในใจไม่กล้าจะถามใครเดี๋ยวจะหาว่าทะลึ่ง


เรื่อง / ภาพ : นันทพัฒน์  สุรสิงห์โตทอง



Water Puppets

Vietnamese water puppetry has a long history. An inscription on a stone stele in Doi Pagoda, Duy Tien District, Nam Ha Province, relates a water puppet show staged in the year 1121 to mark a birthday of King Ly Nhan Tong in 4036 words.

Puppets are made of wood and coated with waterproof paint. Each puppet is handmade, has its own posture and expresses a certain character. The most outstanding puppet is known as chu teu which has a round face and a humorous and optimistic smile. The show starts with chu teu, dressed in an odd costume, offering joyful laughter.

The pond and lakes of the northern plains, where crowds gathered during festival and galas, become the lively stages for the water puppet shows. At a water puppet show, the audience watches boat races, buffalo fights, fox hunts and other rustic scenes amidst the beating of drums and gongs. The characters plough, plant rice seedlings, fish in a pond with a rod and line, scoop water with a bamboo basket hung from a tripod, etc. The show is interspersed with such items as a Dance by the Four Mythical Animals: Dragon, Unicorn, Tortoise, and Phoenix and Dance by the Eight Fairies, in which supernatural beings enjoy festivities alongside people of this world. 

In water puppet shows there is a very effective combination of visual effects provided by fire, water, and the movements of the marionettes. The whole control system of the show is under the surface of the water, concealed from the audience. When fairy figures appear to sing and dance, it is calm and serene; then the water is agitated by stormy waves in scenes of battle, with the participation of fire-spitting dragons. 

There are many contributing factors to the art of water puppetry, including such handicrafts as wood sculpture and lacquer work. The factors all work together to bring out charming glimpses of the Vietnamese psyche, as well as typical landscapes of Vietnam.

http://www.vietnamtourism.com


Read more

ผัดโป๊ยเซียน มัสมั่นซี่โครงหมูตุ๋น ครบเครื่องความอร่อย


ร้านอาหารสามเสนวิลล่า อาารแนะนำเดือนสิงหาคม


ผมแวะไปทานอาหารที่ร้านอาหารสามเสนวิลล่า เมนูตั้งโต๊ะเป็นอาหารแนะนำหลายอย่าง แต่วันนั้นผมดันไปคนเดียว จะสั่งเยอะก็ดูท่าจะทานไม่หมด เลยเลือกมา 2 รายการก่อน เล็งแล้วว่าผัดโป๊ยเซียนนี่จานแรก ส่วนจานที่สองน่าจะแกงมัสมั่นซี่โครงหมูตุ๋น เพราะติดใจซี่โครงหมูนึ่งจิ้มเต้าเจี้ยวของเด็ดระดับ Signature Dish ของร้านมาก็หลายปี พลาดไม่ได้จริงๆ สำหรับรายการนี้


        พอจานแรกมาถึงนอกจากชื่อที่เป็นมงคลแล้วรสชาติของผัดโป๊ยเซียนจานนี้ยังเด่นด้วยความหลากหลายของวัตถุดิบที่สด อร่อย ทั้งลูกชิ้นกุ้ง ปลาหมึก กุ้งสด ฯลฯ โรยหน้าด้วยต้นหอมซอย ขึ้นฉ่าย แครอท ตั้งฉ่าย รสชาติหวานมันหอมกลิ่นน้ำมันหอยชวนชิมมากๆ ส่วนจานที่สองตามมาติดๆ ไม่ผิดหวังจริงๆ ครับ ตั้งเป็นจานทีเด็ดของร้านได้อีกจานเลย ซี่โครงอ่อนตุ๋นจนนุ่มมาก กลิ่นหอม หวาน มัน ด้วยสูตรพิเศษของทางร้าน กับข้าวสวยร้อนๆ แนะนำเลยครับ เค้ามี 3 สาขาใกล้ที่ไหนก็แวะไปได้ไม่ผิดหวังครับ อ้อ ผมแปะ web ร้านไว้ให้นะครับเผื่อใครอยากเข้าไปดูข้อมูลกันก่อน www.samsenvilla.com


        " ใครจะไปคิดว่าเจ้าแกงมัสมั่น ที่แสนจะคุ้นเคย จะกลายเป็นเมนูอาหารอร่อยที่สุดอันดับ 1 ของโลก จากการจัดอันดับของ web ซีเอ็นเอ็นโก ที่ได้รับการโหวตจากมนุษยชาติจำนวนมาก"


       2 ภาพนี้ถ่ายภาพไม่ยากครับ ภาพแรกใช้แฟลชแยกให้แสงเฉียงด้านหลัง ภาพที่ 2 โต๊ะสีดำมีกระจกผมเลือกใช้ filter PL ตัดแสงให้เหมือน BG ดำ ส่วนภาพแรกไม่ได้ใช้ PL เลยมีแสงสะท้อนที่กระจกก็ดูมีมิติเพิ่มมาอีกหน่อย แล้วก็ถ่ายไปตามธรรมดาด้วย Sony nex7 Lens SEL 18-55ครับ

ภาพ นันทพัฒน์ สุรสิงห์โตทอง

Read more

บัคฮา ดินแดนแห่งดอกไม้หลากสี



          การมาเที่ยวเวียดนามเหนือครั้งนี้หากไม่ได้เดินทางมาชมตลาดนัดวันอาทิตย์ของชาวม้งที่บัคฮา กับไปซาปาก็คงจะถือว่ามาไม่ถึงเวียดนามเหนือเป็นแน่ เราต้องไปให้ถึงสถานีรถไฟประมาณสองทุ่มเพื่อรอเวลารอไฟออก ซึ่งถือว่ามีเวลาค่อนข้างน้อยในการเดินทางเพราะกว่าเราจะกลับมาจากแทมก็อกก็เกือบหนึ่งทุ่มเข้าไปแล้ว เราเลยต้องรีบกันพอสมควรเพราะการเดินทางในฮานอยก็คาดเดายากเพราะรถค่อนข้างเยอะมากในช่วงเวลาดังกล่าว เมื่อผมมาถึงสถานีรถไฟ แรกเห็นนึกว่าเรามาหัวลำโพงบ้านเราสมัยยังไม่ปรับปรุง รถไฟก็ยังเป็นแบบอนุรักษ์นิยมอยู่ ไม่เหมือนญี่ปุ่น หรือฝรั่งเศสที่รถไฟเค้าเร่งความเร็วแข่งกับเสียงกันแล้ว แต่โซนเอเซียแบบบ้านเราก็ดีอย่างคือไม่รู้จะรีบร้อนไปไหน แค่มาให้ถึงตรงเวลาพวกเราก็ดีใจแล้วครับ 
          ผมเดินทางมาบัคฮาด้วยรถไฟขบวนฟานซีปัน ซึ่งถือว่าเป็นรถไฟชั้น 1 ของที่นี่ ด้วยเตียงนอน 4 เตียงต่อ 1 ห้องค่อนข้างสบายทีเดียวแม้ว่าขนาดเตียงจะเล็กกว่าของบ้านเรา พวกเราจองไว้ทั้งหมด 3 ห้องติดกันพอจัดของเสร็จทุกคนก็มารวมกันอยู่ห้องเดียว ไม่รู้เข้าไปอยู่กันได้ยังไงห้องนิดเดียวแล้วแต่ละคนก็ตัวไม่ใช่เล็กกว่าจะแยกย้ายกันไปนอนก็ค่อนคืนเข้าไปแล้ว ในห้องมีน้ำขวด มีกล้วยหอม แล้วก็ขนมอีกนิดหน่อย นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ของเวียดนามที่มีบริการน้ำดื่มไม่เหมือนที่บ้านเราแทบทุกแห่งจะมีน้ำดื่มบริการ ทั้งๆ ที่เวียดนามมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์มาก แต่ต้องซื้อน้ำกินตลอดเลย ใครมาเที่ยวเวียดนามก็ขอให้เตรียมเรื่องน้ำติดตัวไว้ตลอดเวลานะครับ เพราะบางที่หาน้ำยากอยู่เหมือนกัน เคยถามราคาเตียงล่างเตียงบนว่าเตียงไหนแพงกว่ากันเพราะจำได้ว่าเคยมีคนบอกเตียงล่างจะแพงกว่าเตียงบน กลายเป็นว่าเค้าบอกเตียงล่างเตียงบนราคาเท่ากัน แต่ถ้าเป็นฤดูร้อนคนจะแย่งเตียงบนเพราะใกล้แอร์ แต่ถ้าเป็นหน้าหนาวอย่างตอนนี้จะแย่งเตียงล่างกันเพราะไกลแอร์ อ้าวของผมได้เตียงบนกว่าจะรู้ตัวช่วงหัวรุ่งก็หนาวหน้าดูเลยครับ

          เรามาถึงสถานีเลาไกประมาณตีห้ากว่า ๆ อากาศตอนนี้หนาวมาก ๆ หนาวกว่าภาคเหนือบ้านเราพอสมควร อาจเป็นเพราะอยู่ติดกับชายแดนประเทศจีนก็เป็นได้ ต่างคนต่างรีบเดินเพื่อเข้าไปในสถานีก่อน ที่นี่จะมีรถรับจ้าง บริษัททัวร์มาโฆษณาชวนเชื่ออยู่มากมายเต็มไปหมด การมาเที่ยวเวียดนามเราต้องหาข้อมูลกันมาพอสมควรไม่งั้นจะโดนโก่งราคาแบบไม่น่าเชื่อ เช่นค่ารถจริง ๆ คนละ 25,000 ด่อง แต่อาจโดนโก่งราคาบอกคนละ 130,000 ด่องได้อย่างหน้าตาเฉย ส่วนมากที่ไม่ซื่อตรงจะเป็นพวกวัยรุ่น แต่คนสูงอายุจะไม่เหมือนกันครับออกจะดีมากด้วยซ้ำไป แบบนี้นี่เองที่ใครมาเวียดนามแล้วให้ต่อราคาลงอย่างน้อย 50%  หลาย ๆ ครั้งที่ผมต่อ 70 %แล้วก็ยังได้ แต่ต้องคอยดูทิศทางลมดี ๆ นะครับระวังเจอแม่ค้าพ่อค้าบันดาลโทสะจะพาลหมดสนุกกันได้

เทือกเขาฟานซ๊ปัน

          เมืองเลาไกเป็นเมืองหน้าด่านติดกับชายแดนจีน เราสามารถข้ามด่านไปเดินเล่นที่เมืองจีนได้ แต่คราวนี้เราไม่มีเวลาขนาดนั้น ก็เลยได้แค่ไปเยี่ยมที่ด่านเท่านั้น ฝั่งจีนจะเป็นเมืองเหอกู่ที่เราสามารถนั่งรถไฟต่อไปได้ถึงคุนหมิง อีกประมาณ 540 กม. แต่ต้องทำวีซ่าก่อน เมืองเลาไกไม่มีสถาปัตยกรรมสวย ๆ หลงเหลืออยู่นักเพราะเป็นเมืองที่โดนจีนเข้ามาทำสงครามยึดครอง โดยเฉพาะในช่วงปี 1979 ที่จีนบุกเข้ามาปราบเสียจนราบคาบ แต่ต่อมาเมื่อขับจีนออกไปได้แล้ว รัฐบาลเวียดนามในขณะนั้นก็ไม่ได้คิดที่จะอนุรักษ์ความเป็นศิลปะเวียดนามเอาไว้ สิ่งก่อสร้างที่เลาไกจึงดูเหมือนกล่องคอนกรีตสี่เหลี่ยม กับเป็นเมืองที่มีต้นไม้น้อยมากเมื่อเทียบกับหลายๆ เมืองในเวียดนาม แต่ที่เลาไกนี่เราไม่ได้แวะเที่ยวอะไร เราใช้เป็นแค่ทางผ่านเพื่อไปบักฮา กับซาปาเท่านั้น


           เมืองบัคฮาอยู่ห่างจากเลาไกแค่ประมาณ 27 กม. เป็นเมืองเล็ก ๆ แต่ความโด่งดังของที่นี่กลับไม่แพ้เมืองใหญ่ ๆ ยิ่งถ้าเป็นคนที่สนใจเรื่องชนเผ่า ผ้าทอ หรือวิถีชีวิตที่เรียบง่ายดูท่าจะไม่น่าพลาดเมืองบักฮา ที่นี่มีชนเผ่ามากมายสาธยายไม่หมด  ทั้งไต เย้า ผู้ลาว จีน เวียดนาม ไลชิ เลอเหรอ ปกาเก่อญอ ถู่ลาว และชนกลุ่มน้อยอีกมากมาย ที่สำคัญที่สุดและเป็นสีสันจนเมืองบัคฮาขึ้นชื่อไปทั่วโลกคือ ม้ง ด้วยสีสันการแต่งกายที่ยังคงอนุรักษ์วัฒนธรรมของตนเองได้เป็นอย่างดีจนได้รับสมญานามว่า ดินแดนแห่งดอกไม้หลากสี หรือ The Flower Hmong of Sapa ก็ลองชมภาพดูละกันนะครับว่าสีสันพวกเค้าสวยงามขนาดไหน

          เราเดินทางมาถึงที่บัคฮาประมาณเกือบสิบโมงแม้ว่าระยะทางจากเลาไกมาก็ไม่กี่สิบกิโล แต่คนขับรถรับจ้างที่เรานั่งมาด้วยพี่ท่านขับวนเมืองเลาไกไม่รู้กี่รอบจนคนเต็มรถ แล้วค่อยไต่เขาขึ้นมาที่บักฮาโดยใช้เวลาแค่ไม่ถึงชั่วโมง เราก็นึกว่าใจดีพาชมเมือง ที่พักในบักฮานี่ถ้าไม่ได้จองผ่านทัวร์ก็แนะนำให้เดินไปเลือกได้เลยนะครับ มีหลายราคามาก ๆ ผมเลือกได้ใกล้กับตลาดวันอาทิตย์ซึ่งสะอาด และถูกมากคือแค่สองร้อยกว่าบาท แถมใกล้ตลาดไม่ต้องห่วงเรื่องอดอยากอีกด้วย เราใช้เวลาที่เหลือเดินเล่นในเมืองบักฮา วิถีชีวิตที่นี่ยังคงน่ารักอยู่มาก ยังใช้เกวียนเทียมม้าเทียมล่อกันอยู่เหมือนในอดีต อาหารการกินก็มีมากมายทั้งแบบสำหรับคอยต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่ไม่ใช่สำหรับกลุ่มเราอยู่แล้ว เพราะเราชอบที่จะแสวงหาอาหารท้องถิ่น ซึ่งก็สมใจหวังทุกมื้อ เพราะเวลาเราเดินเล่นในตลาดก็จะดูว่าร้านไหนที่ชาวบ้านเขาทานกันเยอะ ๆ เราก็จะร่วมแจมกับเค้าด้วยเลย เพราะแน่ใจว่าต้องอร่อยชัวร์ 

          ในตัวเมืองบักฮาค่อนข้างสงบเรียบร้อยมาก แตกต่างจากฮานอยอย่างสิ้นเชิง ผมเดินเล่นไปกับน้องตี๋สองคนเหมือนเป็นตัวประหลาดเลยครับ แต่เป็นตัวประหลาดที่เค้าอยากเข้ามารู้จัก โดยเฉพาะเด็กๆ ที่แสนซนทั้งหลาย เราเดินผ่านสนามกีฬากลางเมืองวันนี้เค้ามาสอบใบขับขี่กันด้วย ผมยืนดูแล้วคิดว่าทำไมสอบใบขับขี่บ้านเค้าดูเหมือนไม่ยากเหมือนบ้านเราเลย คือให้ขับวนเป็นวงกลมไปเรื่อย ๆ ทั้งกลุ่มประมาณ 40 คันพอเสร็จแล้วก็ไปเซ็นชื่อก่อนกลับบ้าน ไม่มีไฟเขียวไฟแดง ไม่มีสัญญาณอะไรทั้งนั้น ว่าง ๆ ก็มีคนขี่ม้าผ่านไปมาดูเป็นเมืองที่แสนเรียบง่ายดีจริง ๆ วันนี้ทั้งวันเราไม่เห็นแสงอาทิตย์เลยมีแต่เมฆกะหมอกปกคลุมท้องฟ้าอากาศก็เย็นจับใจดีแท้ การเดินทางเพื่อมาชมตลาดนัดวันอาทิตย์นักท่องเที่ยวส่วนมากมักจะออกจากฮานอยวันเสาร์กลางคืนเพื่อให้มาทันตอนเช้า ซึ่งก็แล้วแต่สะดวก แต่พวกเราอยากมาเดินเล่นในตัวเมืองก่อน และไม่อยากไปแย่งรถไฟกันซึ่งถ้าพลาดแล้วต้องรอกันอีกอาทิตย์เลยทีเดียว 

          และแล้วก็มาถึงเช้าวันอาทิตย์ที่เรารอคอย ตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นแสงสลัวขมุกขมัวไปด้วยควันไฟที่ชาวบ้านมารอขายของจุดเตาเตรียมค้าขายแต่เช้าตรู่ รถมอเตอร์ไซด์ขนหมูที่ชำแหละแล้ว วิ่งผ่านไปมาคันแล้วคันเล่า ช่างดูคึกคักแตกต่างจากเมื่อวานที่แสนจะเงียบเหงา ร้านเฝอเริ่มนึ่งแป้งเพื่อทำเส้นแบบสด ๆ พอเห็นผมยกกล้องก็ส่งยิ้มหวานมาให้พวกเราเห็นแล้วทนไม่ได้เลยต้องขอรองท้องกันก่อนคนละชามสองชาม เฝอที่นี่ก็อร่อยไม่แพ้ฮานอยเหมือนกัน ต่างแต่เค้าใส่เส้นมากกว่าเยอะเลย คงเป็นเพราะทำเส้นเองด้วยมั้งครับทำให้ไม่ต้องไปซื้อหาที่อื่นให้เปลืองต้นทุน

          ตลาดนัดที่บักฮาเหมือนเป็นศูนย์รวมของพวกชาวเขาที่อยู่หมู่บ้านใกล้เคียง หลายคนนำสินค้าของตนมาขาย หรือแลกเปลี่ยน และมาซื้อหาสิ่งของเครื่องใช้ของกินต่าง ๆ ก่อนแยกย้ายกันกลับไปหมู่บ้านตนเอง แต่สำหรับนักท่องเที่ยวแล้วการเดินทางไปยังตลาดบักฮาส่วนใหญ่ก็คือ ต้องการไปชมวิถีชีวิตของชนเผ่า  โดยเฉพาะเรื่องการแต่งกาย ชาวเขาแต่ละเผ่าล้วนจะให้ความสำคัญของการมาตลาดในวันอาทิตย์กันมาก เนื่องจากตลาดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ และรายได้ ที่ทุกคนจะได้นำสินค้าของตนมาขาย หรือแลกเปลี่ยน นำของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นสำหรับตนเอง และครอบครัวกลับไป ที่บักฮานี้ฝรั่งเขียนถึงว่าแม้เป็นเมืองเล็ก ๆ แต่เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวให้กับซาปาเลยทีเดียว เรียกว่าขึ้นมาสุดทางรถไฟสายเหนือแล้วก็ไม่ได้มีแค่ซาปาที่เดียวนะ แต่ยังมีบักฮาอีกด้วย


          เราเดินเล่นถ่ายภาพกันไปเรื่อย ๆ เรื่องถ่ายภาพนี่ต้องขอบอกกันก่อนนะครับว่า เราต้องเอาใจเขามาใส่ใจเราด้วย ชาวเขาที่นี่จะไม่ชอบให้ถ่ายภาพ โดยเฉพาะคนมีอายุ เคยมีคนบอกว่าที่นี่ถ้าถูกถ่ายภาพจะโดนดูดวิญญาณก็ไม่รู้จริงรึเปล่า แต่ผมคิดว่าเค้าคงไม่ชอบที่ให้นักท่องเที่ยวมองเค้าว่าเป็นของแปลก ทั้ง ๆ ที่พวกเค้าก็อยู่กันมาตั้งนานตลาดแห่งนี้ก็มาก่อนที่พวกนักท่องเที่ยวจะเข้ามาซะอีก ผมเห็นนักท่องเที่ยวบางคนไม่ค่อยมีมารยาทรุมเข้าไปถ่ายภาพเหมือนเป็น Human Zoo ซึ่งตัวผมเองก็ไม่ชอบ ผมคิดว่าการถ่ายภาพบุคคลควรขอก่อน หรือถ้ายกกล้องแล้วเค้าไม่มีอาการปิดหน้า ไล่ หรือรังเกียจก็ไม่มีปัญหา ซึ่งบางครั้งผมเลือกที่จะยืนอยู่ไกล ๆ โดยไม่รบกวนเค้าจะดีกว่า 

          กู๋ลู้ก๊อ – ฉันรักเธอ กู๋ชิเป๊า – ฉันไม่รู้ กู๋ชิมั่วเงี่ย – ฉันไม่มีเงิน กู๋ไห่ลื้อม้งติ๊ติ๊ - ฉันพูดภาษาม้งได้นิดหน่อย


          ภาษาม้งเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมเคยรู้มาบ้างตอนไปถ่ายภาพชนเผ่าในบ้านเรา บางครั้งก็ช่วยลดช่องว่างให้เราได้เห็นรอยยิ้มของพวกเค้าได้ แม้ว่าตอนแรกจะไม่แน่ใจว่าเค้าพูดเหมือนกันรึเปล่าเพราะจริงๆ แล้วผมก็รู้อยู่แค่นี้แหละ พูดไปพูดมาไม่กี่คำพอเค้าตอบมาเราก็ได้แต่ยิ้มอย่างเดียว ชาวม้งที่นี่จะนิยมใส่ฟันทองที่ทำด้วยทองแดง เพื่อบอกว่าฉันฐานะดีนะ พวกเราเดินถ่ายภาพกันเรื่อยเปื่อย บางคนก็เริ่มช็อปปิ้ง สินค้าที่นี่มีหลากหลายมาก มีชุดชาวเขามาขายด้วยลวดลายละเอียดประณีตมักทำจากผ้าหนา ๆ แล้วร้อยลูกปัด หรือปักลายลงไป มีเหล้าต้มขายเป็นแกลอนใหญ่ ๆ ทั่วไปที่นี่น่าจะไม่ผิดกฎหมายเหมือนบ้านเรา ผมเดินผ่านก็เห็นป้าชาวม้ง แกกวักมือเรียกแล้วยกให้ 2 จอกเลยรู้ว่าเหล้าขาวที่นี่แรงมาก ๆ แต่หอมอร่อย ใจอยากจะนั่งต่อ แต่กลัวจะเดินไม่ตรงเดี๋ยวจะอดไปซาปากันพอดี ที่สุดตลาดจะเป็นเนินสูงด้านบนจะขายพวกสัตว์ต่าง ๆ ทั้งหมู วัว ควาย แต่ที่ทำให้สาว ๆ ในทีมหลายคนเบือนหน้าหนีไม่ยอมถ่ายภาพก็คงจะเป็นเจ้าหมาน้อย กับบรรดาแมวเด็ก ๆ ทั้งหลายที่ส่งเสียงร้องกันระงม ที่นี่เค้ากินเนื้อหมากับแมวด้วย ซึ่งสำหรับพวกเราแล้วค่อนข้างทรมานจิตใจมากทีเดียว เราเดินกันอยู่บนนี้ไม่นานเพราะจิตใจหดหู่ แม้จะไม่ดุเดือดเท่าที่เมืองลารัฐฉานประเทศพม่าก็ตาม


          หมู่บ้านรอบ ๆ บักฮามีอีกหลายแห่งที่มีตลาดนัดเหมือนกัน และระยะทางไม่ไกลกันมากคือ ตลาดเกินเคา ซึ่งห่างจากบักฮาไปเพียง 18 กม.เปิดขายในวันเสาร์ และที่หมู่บ้านก๊อกลี มีตลาดนัดทุกวันอังคาร เสียดายแต่เวลาคราวนี้มีน้อยเกินไปเลยไม่ได้ไปเยี่ยมหมู่บ้านอื่น ๆ เลย ที่ตลาดนัดบักฮามีถนนเส้นหลังวัดที่ยังมีชาวเขาเอาฟืนมาขายเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะหน้าหนาว เพราะที่นี่อากาศเย็นจับใจจริง ๆ เวลาผ่านไปเร็วมากเผลอไม่นานก็เกือบสิบเอ็ดโมงเช้าแล้ว เราก็ต้องรีบไปเก็บของเพื่อเดินทางต่อไปยังซาปา ผมอยากไปดูนักว่าที่เค้าว่าสวยนั้นสวยขนาดไหนถึงกับตั้งให้ว่าเป็น “สวิสเซอร์แลนด์แห่งเวียดนาม”




เรื่อง / ภาพ : นันทพัฒน์  สุรสิงห์โตทอง



Bac Ha Market, Vietnam
Location: Bac Ha Market is in Bac Ha District, Lao Cai Province; about 80km from downtown Sapa.
Characteristics: It is a trading centre and meeting place for couples, friends, and relatives every Sunday.
Every Sunday, Bac Ha hosts the biggest fair near the mountainous highlands and the Chinese border. It is a trading centre and meeting place for couples, friends, and relatives, and it is a typical weekly activity for the H’Mong and other minority groups living in the locality. Some walk several hours for the weekly opportunity to trade and barter food, animals, clothes and household goods. Local products are carried on horseback.

At the fair, adventurous gastronomes can try thang co blood porridge, a popular dish of the H’Mong and other local people.


Read more

ผางประทีป พุทธบูชาในแบบล้านนา


วันอาสาฬหบูชา วัดเกตการาม จ.เชียงใหม่

          วันนี้ผมไปเวียนเทียนที่วัดเกตการาม ที่ห่างจากบ้านไปไม่ไกลนัก ปรกติผมมักจะเห็น ดอกไม้ ธูป เทียน แต่ที่วัดเกตการามนี้เค้าใช้ผางประทีป หรือ ผางประทีส ที่แปลว่าแสงสว่างแทนเทียน ผมดูแล้วก็น่ารักดี เพราะผางประทีปเองรูปทรงคล้ายถ้วยเล็กๆ จึงไม่รับลมมากนัก และเมื่อจะวางก็ไม่มีน้ำตาเทียนเหมือนเทียนแบบเป็นเล่มทั่วไป พอกลับมาก็เลยหาข้อมูลเกี่ยวกับผางประทีปไปพบตำนานของทางล้านนาน่าสนใจเลยเอามาฝากกันครับ

          ชาวล้านนานิยมจุดผางประทีปเป็นพุทธบูชา โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลยี่เป็ง หรือประเพณีลอยกระทง เห็นว่าสืบเนื่องมาตั้งแต่ตำนานพระทธเจ้าห้าพระองค์ ได้แก่ พระกกุสันธะ พระโนาคมนะ พระกัสสปะ พระโคดมหรือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน และพระศรีอริยะเมตไตร ตามตำนานเชื่อว่าพระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์นั้นเกิดจากแม่กาเผือกวันหนึ่งแม่กาออกไปหาอาหารได้เกิดพายุทำให้ไข่ทั้งห้าฟองพลัดตกจากรังลงไปในแม่น้ำ และมีแม่ไก่ นาค เต่า โค และราชสีห์เก็บไปเลี้ยง จนไข่ฟักตัวออกมาเป็นมนุษย์เพศชาย และต่อมาได้บวชเป็นฤาษี เมื่อมาพบกันจึงได้สงสัยว่าใครเป็นแม่ที่แท้จริง จึงร่วมอธิษฐานขอให้ได้พบแม่ที่แท้จริง ทำให้พกาพรหมผู้เป็นแม่ได้แปลงกายเป็นกาเผือกลงมาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตให้ฤาษีทั้งห้าฟัง และบอกว่าถ้าคิดถึงแม่็ให้นำด้ายดิบมาพันจุดเป็นประทีปในวันยี่เป็ง และด้วยอานิสสงส์จากการถวายผางประทีปจึงได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์

          ทำบุญคราวหน้าอยากให้ลองจุดผางประทีปเป็นพุทธบูชากันดูนะครับ สำหรับทางภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่นั้นหาซื้อได้ไม่ยาก และราคาไม่แพงเลย ผมมักจะมีติดบ้านไว้เสมอเผื่อเอาไว้จุดในวันสำคัญต่างๆ หรือวันไหนนึกครึ้มอกครึ้มใจก็เอามาจุดประดับบ้านให้แสงวิบๆ วับๆ โรแมนติกไปอีกแบบครับ

          ภาพนี้ผมเลือกหยิบกล้องเล็กไปใช้ Sony nex7 Lens SEL 55-210 เลือกใช้ช่วง Tele เพื่อตัดสิ่งรบกวนรอบข้างออก ตั้งกล้องให้ under เล็กน้อย สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับภาพนี้ก็คือความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำมาก เนื่องจากรูรับแสงของเลนส์ค่อนข้างแคบคือ f 6.3 แต่เลนส์ตัวนี้ก็มีระบบกันสั่นที่สามารถหวังผลได้ดีในระดับหนึ่ง

ภาพ นันทพัฒน์ สุรสิงห์โตทอง

Read more