About

ผางประทีป พุทธบูชาในแบบล้านนา


วันอาสาฬหบูชา วัดเกตการาม จ.เชียงใหม่

          วันนี้ผมไปเวียนเทียนที่วัดเกตการาม ที่ห่างจากบ้านไปไม่ไกลนัก ปรกติผมมักจะเห็น ดอกไม้ ธูป เทียน แต่ที่วัดเกตการามนี้เค้าใช้ผางประทีป หรือ ผางประทีส ที่แปลว่าแสงสว่างแทนเทียน ผมดูแล้วก็น่ารักดี เพราะผางประทีปเองรูปทรงคล้ายถ้วยเล็กๆ จึงไม่รับลมมากนัก และเมื่อจะวางก็ไม่มีน้ำตาเทียนเหมือนเทียนแบบเป็นเล่มทั่วไป พอกลับมาก็เลยหาข้อมูลเกี่ยวกับผางประทีปไปพบตำนานของทางล้านนาน่าสนใจเลยเอามาฝากกันครับ

          ชาวล้านนานิยมจุดผางประทีปเป็นพุทธบูชา โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลยี่เป็ง หรือประเพณีลอยกระทง เห็นว่าสืบเนื่องมาตั้งแต่ตำนานพระทธเจ้าห้าพระองค์ ได้แก่ พระกกุสันธะ พระโนาคมนะ พระกัสสปะ พระโคดมหรือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน และพระศรีอริยะเมตไตร ตามตำนานเชื่อว่าพระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์นั้นเกิดจากแม่กาเผือกวันหนึ่งแม่กาออกไปหาอาหารได้เกิดพายุทำให้ไข่ทั้งห้าฟองพลัดตกจากรังลงไปในแม่น้ำ และมีแม่ไก่ นาค เต่า โค และราชสีห์เก็บไปเลี้ยง จนไข่ฟักตัวออกมาเป็นมนุษย์เพศชาย และต่อมาได้บวชเป็นฤาษี เมื่อมาพบกันจึงได้สงสัยว่าใครเป็นแม่ที่แท้จริง จึงร่วมอธิษฐานขอให้ได้พบแม่ที่แท้จริง ทำให้พกาพรหมผู้เป็นแม่ได้แปลงกายเป็นกาเผือกลงมาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตให้ฤาษีทั้งห้าฟัง และบอกว่าถ้าคิดถึงแม่็ให้นำด้ายดิบมาพันจุดเป็นประทีปในวันยี่เป็ง และด้วยอานิสสงส์จากการถวายผางประทีปจึงได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์

          ทำบุญคราวหน้าอยากให้ลองจุดผางประทีปเป็นพุทธบูชากันดูนะครับ สำหรับทางภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่นั้นหาซื้อได้ไม่ยาก และราคาไม่แพงเลย ผมมักจะมีติดบ้านไว้เสมอเผื่อเอาไว้จุดในวันสำคัญต่างๆ หรือวันไหนนึกครึ้มอกครึ้มใจก็เอามาจุดประดับบ้านให้แสงวิบๆ วับๆ โรแมนติกไปอีกแบบครับ

          ภาพนี้ผมเลือกหยิบกล้องเล็กไปใช้ Sony nex7 Lens SEL 55-210 เลือกใช้ช่วง Tele เพื่อตัดสิ่งรบกวนรอบข้างออก ตั้งกล้องให้ under เล็กน้อย สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับภาพนี้ก็คือความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำมาก เนื่องจากรูรับแสงของเลนส์ค่อนข้างแคบคือ f 6.3 แต่เลนส์ตัวนี้ก็มีระบบกันสั่นที่สามารถหวังผลได้ดีในระดับหนึ่ง

ภาพ นันทพัฒน์ สุรสิงห์โตทอง

Read more

ปายฟ้า ร้านนี้...ต้องแนะนำ


เมนูพิเศษมี 1 วันน 1 อาทิตย์
        ผมมีร้านปายฟ้ามาแนะนำอยากให้ลองไปชิมกันดูครับ หลังจากได้ไปลิ้มลองอยู่หลายครั้งก็เกิดอาการติดใจอยากนำมาบอกต่อ ด้วยความเป็นกันเอง สบายๆ อร่อย สะอาด และร้านก็ตกแต่งเก๋อยู่ในที เรียกว่าถ้าเป็นนักชิมก็ต้องขอแนะนำร้านนี้กันทีเดียว หลังจากนั่งคุยกับพี่รัก และพี่หนุ่ยซักพักใหญ่ๆ ก็เพิ่งรู้ว่าหนุ่มสาวลูกน้ำเค็มคู่นี้ทำไมถึงเลือกที่จะย้ายมาอยู่เชียงใหม่ ลองมาฟังเรื่องราวกันดูก่อนนะครับ เผื่อว่าแวะไปที่ร้านแล้วจะได้ร้องอ๋อ กับหลายๆ อย่างที่มีความหมายมากไปกว่าร้านอาหารเล็กๆ ร้านหนึ่ง

จากทะเล 
พี่หนุ่ย “เปิดร้านอาหารตามสั่งมา 20 กว่าปี ชอบทำอาหาร อาหารปักษ์ใต้ แกงไตปลา แกงส้ม อยู่ปัตตานี อยู่ในเมือง บายดี อะไรก็มีหมดทุกอย่าง...ขายดีนะ ของใช้ในร้านทุกอย่าง สั่งทำเฉพาะเลย”
พี่รัก “ขายก๋วยเตี๋ยวอันนี้มือใหม่ พอเศรษฐกิจมันแย่ คนไม่กล้าออกไปไหน แล้วคนเริ่มประหยัดกันมากขึ้น เราขายอาหารตามสั่ง ขายไอศกรีม มันกลายเป็นของฟุ่มเฟือย ก็เลยขายไม่ค่อยได้ ก็เลยหันมาขายก๋วยเตี๋ยว เลิกขายอาหารตามสั่งแล้วมาขายก๋วยเตี๋ยวได้ปีหนึ่งแล้ว”
ตกแต่งแบบสบายๆ เก๋ด้วยรายละเอียด
สู่ขุนเขา
พี่รัก “ย้ายมาเชียงใหม่ ตอนมาอยู่ใหม่ ๆ คิดว่าอยู่ไม่ได้ เครียดมากเลย ไปเหมือนต้องไปเริ่มต้นใหม่ ไปก็ไม่รู้จักใคร พี่น้องก็ต้องห่าง ทางโน้นที่เป็นอยู่มันก็ถอยหลัง อยู่ก็หมดเนื้อหมดตัว หนึ่ง...บ้านยังเป็นหนี้ธนาคารอยู่ถ้าเราไม่ขาย รายได้ที่เราได้แต่ละวันมันลดลงมาก อย่างใจหาย เราไม่มีปัญญาส่งดอกเบี้ยธนาคาร ไหนลูกจะเรียน ก็เลยขายไปถูกๆ เหลือเงินไม่กี่ตัง ก็เลยมาเช่าบ้านอยู่ ก็ให้ลูกเรียน คือสบายใจ แต่เค้า(พี่หนุ่ย)คิดมาก แต่ผมไม่คิดมาก ผมบอกเริ่มต้นใหม่ ก็ไม่เป็นไร นับหนึ่งใหม่ก็ไม่เป็นไร”
พี่รัก “ตรงนี้ขายก็พออยู่ได้ พอจ่ายค่าเช่า คือเราทำกันเองสองคน ไม่ได้จ้าง ผมก็ล้างจานแล้วก็มาเสิร์ฟ แต่ว่าเราสบายใจไม่เครียด ถามว่าอยู่โน่นเราได้เงินเดือนเป็นหมื่น พอมาอยู่นี้เหลือ 3-4 พัน ผมพอใจ 3-4 พัน เพราะว่าเราสบายใจ ไม่ต้องไปกังวลเรื่องอะไร พอดีผมค่อนข้างไปใส่ใจกับมัน ผมก็เลยเครียด โอ้..เวลารถพยาบาลมันผ่านนะ แต่ละวัน ๆ ไม่รู้กี่คันนะที่รับเข้ามาในเมือง เวลายิงทหาร ยิงชาวบ้าน ใครตายก็แล้วแต่ รถมัน หวอ หวอ หวอ หวอ....  มันผ่านหน้าบ้านทุกวัน เราขึ้นสมองเลย... ผมไปงานศพ เยอะมาก ซึ่งเราไม่รู้จัก ...สลด พูดแล้วอยากจะร้องไห้” 

ณ ปัจจุบัน
พี่รัก “ตอนนี้ผมจะพยายามหาเวลาให้มากที่สุด เพราะว่าเราก็เครียดมามาก แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปไหน ได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น ให้พออยู่รอดได้ เราก็ประหยัดเอาหน่อยเราก็กินก๋วยเตี๋ยวของเราเองนี่แหละ บางทีเราก็ไปซื้อข้าวกินมั่ง วันไหนขายไม่ดีเราก็กินก๋วยเตี๋ยวเรา เช้าก็ก๋วยเตี๋ยว เย็นก็ก๋วยเตี๋ยว เศรษฐกิจพอเพียง (หัวเราะ) ก็ให้มันอยู่รอดไปก่อน ก๋วยเตี๋ยว เกาเหลา แต่อยู่ที่นี่ผมสบายใจ เพราะว่าเรากลับมืดก็ไม่เป็นไรนะ”
พี่หนุ่ย “อย่างอยู่ที่นี่นึกจะไปไหนก็ไปเลย ป่ะ...ปิดร้านเลย (หัวเราะ)”
พี่รัก “เรามาอยู่ตรงนี้ก็สบายใจ ทำให้พอเลี้ยงตัวรอดไปวัน ๆ อยู่แบบเศรษฐกิจพอเพียง ตอนอยู่ที่บ้านเราเครียดมานานแล้ว”
ที่มาของชื่อ
พี่รัก “ลูกสาวคนโตชื่อ ปาย คนเล็กชื่อ ฟ้า ชอบแม่ฮ่องสอนไง ปาย ก็แม่น้ำปาย แต่ว่าฟ้านี่ตอนเขาเกิดครูดอยเขาตั้งชื่อให้เพราะผมชอบส่งของให้โรงเรียนบ่อยๆ เขาบอกว่าถ้ามีลูกผู้หญิงให้ชื่อน้องฟ้า ครูดอยที่แม่สาย ชื่อครูจันทร์แรม ก็เลยชื่อ “ปายฟ้า” แล้วแต่ก่อนอยู่ร้านที่ปัตตานีชื่อร้าน “บัวตอง” ซึ่งหมายถึงดอกบัวตอง ขายตามสั่งมา 20 กว่าปี พอย้ายมาที่นี่ก็เลยชื่อร้าน “ปายฟ้า” (หัวเราะ)” 

ตกแต่งเล็ก ๆ น้อย ๆ
...ของเต็มบ้านเลย อยู่ในกล่อง  ในบ้าน…
พี่หนุ่ย “แก (พี่รัก) ชอบเก็บ ของมันเยอะจากบ้านสี่ชั้น (ปัตตานี) ของมันไม่มีค่าอะไรหรอก แต่ว่าแกเก็บเอาไว้ เพราะคนมันชอบ เห็นอะไรมาก็เก็บ  เล็ก ๆ น้อย ๆ แกก็เก็บมา พี่ก็ไม่ว่าอะไร ร้านนี่แกแต่งร้านเองทั้งหมดเลย”
พี่รัก “...ของบางอย่างเราก็ขายไปบ้าง ระบายให้เพื่อนไปบ้าง เรารู้ว่าถ้าไปอยู่ข้างหน้าแล้วเราไปเช่าบ้านเขานี่ แล้วของไม่มีที่ไว้เราก็เลยโล๊ะ เอาเท่าที่จำเป็น เอาพวกเครื่องมือหากิน เช่น ตู้ก๋วยเตี๋ยว โต๊ะ เก้าอี้”
พี่รัก “โต๊ะเก้าอี้นี่ก็ขนมาด้วย ผมขนมาจากทางโน้นหมดเลย... ข้าง ๆ นี่พี่ทำห้องสมุด ไปเช่าบ้านเขาแล้วเขาบอกว่าตรงนี้มีที่ว่างข้าง ๆ แล้วป้าบอกว่าจะใช้ทำอะไรก็ทำไป เราก็ทำเป็นที่อ่านหนังสือเอาไม้เก่ามาทำเป็นชั้นวางหนังสือมานั่งอ่าน บางทีเขามางานบวชหรืองานอะไรเขามาจอดรถรอ เขาก็มานั่งอ่าน อย่างหนังสือพิมพ์เราอ่านตรงนี้จบเราก็ไปไว้ตรงโน้น คือมาอยู่แล้วรู้สึกมีความสุข”

ขยับขยาย
พี่ตู่ “แล้วโครงการที่คิดจะย้ายร้านมีม้าย? ให้กว้างขึ้น ให้ใหญ่ขึ้น?”
พี่หนุ่ย  “ม้าย...อะ”
พี่ตู่  “แล้วถ้าค้าขายดีขึ้นจะทำยังไง?”
พี่หนุ่ย “ดีขึ้นก็เอาแค่นี้แหละ ขายไม่ดีก็แค่นี้ ขายดีก็แค่นี้ (หัวเราะ)”
เคล็ดลับ
พี่ตู่ “ก๋วยเตี๋ยวของพี่หนุ่ยหรอยนะ มีเคล็ดลับไหรม้างม้าย?”
พี่หนุ่ย  “ไม่มีเคล็ดลับอะไรเลย บางที่ขี้เหนียวหมู บางที่ขี้เหนียวกระดูกนะ ใช้ไปเถอะกระดูกนั่นแหละหรอยเลย น้ำนี่เคี่ยวด้วยกระดูกอย่างเดียว ถ้าเกิดว่าเอา ...ใส่ มันไม่หรอย มันออกผงชูรส เอากระดูกเยอะ ๆ ใส่ไปเถอะ พี่ไม่มีเคล็ดลับไร คือ ทำด้วยใจไง ถ้าเกิดจะทำให้หรอยนี่ทำด้วยใจอะไรออกมาก็หรอย ทำจากใจ”
ที่อยู่ ร้านก๋วยเตี๋ยวปายฟ้า ถนนหลังวัดร่ำเปิง (ติดกับลานจอดรถประตูด้านหลังวัดร่ำเปิง)
พี่รัก(หนุ่มปัตตานี)-พี่หนุ่ย(สาวนครฯ ชอบแหลงใต้) เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวปายฟ้า
                                                         พี่ตู่(หนุ่มตรัง) ผู้ช่วยสัมภาษณ์


เรื่อง : กองบรรณาธิการ
ภาพ : นันทพัฒน์  สุรสิงห์โตทอง

Read more

Apple Cider Vinegar (Organic)


        
        วันนี้นอกจากจะมาเรื่องถ่ายภาพแล้ว ยังแอบแทรกเรื่องสุขภาพมาให้กันซักนิดนะครับ ก่อนอื่นผมเริ่มที่การถ่ายภาพก่อนนะครับ ภาพนี้จัดถ่ายง่ายๆ ที่บ้าน ไฟหนึ่งดวง เยื้องด้านหลัง และเปิดเงาอีกด้านด้วย Reflex เพื่อให้ขวด และน้ำผึ้งดูใส และมีมิติมากขึ้น ภาพนี้จริงๆ แล้วผมถ่ายมาเป็นแนวตั้ง ซึ่งจะมีองค์ประกอบภาพที่ดีกว่า เพราะมีผลแอปเปิ้ลวางประกอบเรื่องราว กับขวดแก้วคอสูงทรงสวยใส่ Apple cider แต่ด้วยความที่ภาพนี้นำไปใช้ในแนวนอน ผมเลยต้องใช้วิธีครอปภาพให้ได้ตามที่ต้องการครับ ทีนี้เรามาดูเรื่องสุขภาพกันมั่งนะครับ

        วิธีชลอความแก่ด้วยผลิตผลจากธรรมชาติแบบไม่ต้องไปพึ่งมีดหมอแล้วยังช่วยให้สุขภาพแข็งแรงคงถูกใจสาวๆ และใครที่ชอบทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำกับสูตรเด็ดที่จะช่วยให้คุณสดชื่นด้วยเมนูสุขภาพที่หาง่ายและสะดวกซื้อตามซุปเปอร์มาเก็ตชั้นนำทั่วไปนั่นคือAPPLE CIDER VINEGAR (Organic) ทีนี้เรามาดูกันว่าเจ้าชื่อยาวๆ นี่คืออะไรแล้วทำไมถึงน่าสนใจ

        APPLE CIDER VINEGAR (Organic) หรือเราจะเรียกสั้นๆ ว่า ACV ก็คือน้ำส้มสายชูหมักจากผลแอปเปิ้ลมีคุณสมบัติเป็นกรดรสเปรี้ยวสีเหลืองคล้ายสีชาขุ่นเกิด จากการนำแอปเปิ้ลสดซึ่งปลูกโดยไม่มีการใช้สารเคมีนำมาบดและปล่อยให้เกิดการหมักตัวในถังไม้ตามเวลาที่เหมาะสมก็จะมีเส้นใยบางๆ ที่เรียกว่า Mother ที่เราสามารถเห็นได้เมื่อยกขึ้นส่องกับแสงเส้นใยบางๆ นี่แหละคือส่วนที่มีสารอาหารมากที่สุดและดีต่อระบบย่อยอาหารอย่างมากการผ่านความร้อนจะทำลายมาเธอร์ที่มีอยู่ในน้ำส้มสายชูหมักสิ่งนี้จึงทำให้น้ำส้มสายชู หมักแอปเปิ้ลนี้แตกต่างจากน้ำส้มสายชูทั่วไปในท้องตลาดที่ผ่านการกรอง
ACV มีส่วนประกอบของธาตุโพแทสเซี่ยมสูง ซึ่งมีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์อย่างมากเช่นช่วยชะลอความแก่ช่วงระบบย่อยอาหารแก้ท้องอืดท้องเฟ้อระบบหายใจแก้ไซนัสแก้เจ็บคอลดการเกิดเสมหะ ช่วยลดน้ำหนัก ลดอาการปวดข้อแก้อ่อนเพลียป้องกันโลหิตจากอีกทั้งยังมีคุณสมบัติเป็นยาปฏิชีวนะยา ฆ่าเชื้อและมีเอนไซม์หลายชนิดรวมอยู่ด้วย


        HONEY BEE น้ำผึ้งแท้เป็นผลิตผลของน้ำหวานจากดอกไม้ผ่านการเปลี่ยน แปลงทางเคมีจากเอนไซม์ในต่อมน้ำลายของผึ้งแล้วเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคส และฟรุกโตสให้เป็นน้ำตาลเชิงเดี่ยวได้แก่น้ำตาลกลูโคสและเดกโทรสนอกจากนั้นเป็นน้ำตาลเชิงคู่และเชิงซ้อนอีก 10% และยังมีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์อีกมากมายและยังมีพวกน้ำย่อยเช่นเอนไซม์กลูโคออกซิเดสที่ทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาล กลูโคสเป็นกรดกลูโคนิคและไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ซึ่งมีคุณสมบัติยับยั้งและทำลายเชื้อโรคได้น้ำผึ้งมีวิตามินอยู่อีกมากมายหลายชนิด กระบวนการนำมาดื่มก็ไม่ยากเลยทุกๆ เช้าหลังจากตื่นนอนให้ผสม ACV กับน้ำผึ้งอย่างละ 1 ช้อนโต๊ะละลายในน้ำเย็น 1 แก้วเราก็จะได้เครื่องดื่มรสชาติหวานอมเปรี้ยวอร่อยกำลังดี หรือถ้าจะเพิ่มปริมาณก็แล้วแต่ชอบ

ภาพ นันทพัฒน์ สุรสิงห์โตทอง

Read more

กะท่าง


      ตามริมน้ำใสเย็น ในป่าลึก หรือบนดอยสูง  หากเราใส่ใจในรายละเอียดซักนิด เจ้าตัวน้อยที่น่ารักอาจแอบมองเราอยู่ก็เป็นได้ ซาลามานเดอร์ หรือกะท่าง ตัวน้อยที่ผมชอบมองหาเวลาที่เดินทางไปในที่ต่างๆ ความสมบูรณ์ และบริสุทธิ์ของพื้นที่เป็นตัวบ่งชี้ว่าเจ้าตัวน้อยนี่จะได้สบตากันบ้างรึเปล่า เพราะฉะนั้นครั้งใดที่ผมได้มีโอกาสพบเจอเค้านั่นคือสิ่งที่บ่งบอกสภาพพื้นที่ได้เป็นอย่างดี


       กะท่าง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tylototriton verrucosus  หรือที่ภาษาท้องถิ่นเรียกว่าจักกิ้มน้ำ หรือจิ้งจกน้ำ กะท่างเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่จัดอยู่ในวงศ์ Salamandridae ในประเทศไทยมีชนิดเดียว กะท่างชนิดนี้มีลำตัวสีน้ำตาลยาว 7-8 เซนติเมตร หางยาว 7 เซนติเมตร นิ้วเท้าหน้ามี 4 นิ้ว และนิ้วเท้าหลังมี 5 นิ้ว พบอาศัยอยู่ตามลำธารน้ำไหลบนภูเขาสูงในระดับตั้งแต่ 1,500-2,000 เมตร เช่น ดอยเชียงดาว ดอยเวียงผา ดอยปุย ดอยอินทนนท์ และดอยอ่างขาง กะท่างมีเขตแพร่กระจายกว้างจากประเทศสิกขิม จีนตอนใต้ พม่า ลาว และไทย

        ในเวลากลางวัน กะท่างจะซุกตัวนอนอยู่ตามใต้ขอนไม้ กองกิ่งไม้ ใบไม้ หรือใต้ก้อนหินใกล้ลำธาร ในเวลากลางคืน หรือฝนตกจึงจะออกหากิน เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ในราวเดือนกันยายนจนถึงตุลาคมจะลงไปอยู่ริมฝั่งใกล้ลำธาร ตัวเมียวางไข่ขนาดใหญ่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 6-10 มิลลิเมตร ตามกอพืชน้ำลูกอ่อนที่ฟักออกมาลักษณะเหมือนพ่อแม่ แต่มีพู่เหงือกเป็นฝอยสำหรับหายใจ 3 คู่ติดอยู่ด้านข้างส่วนหัว ตัวอ่อนกินสัตว์น้ำอื่นๆ เช่นลูกอ๊อด แมลงน้ำ ในขณะที่ตัวเต็มวัยกินแมลง และสัตว์เล็กอื่นๆ

        กะท่างได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง แต่การทำลายป่าต้นน้ำลำธาร และการล่ากะท่างมาส่งขายเป็นสัตว์เลี้ยง และสัตว์ทดลองทางวิทยาศาสตร์ ทำให้กะท่างเริ่มหาได้ยากขึ้นทุกที จนมีจำนวนลดลงอย่างมาก

ส่วนมากจะไม่นิยมเรียกว่า หมาน้ำ เพราะความหมายกว้างมากซึ่งอาจหมายถึง 
        -  กะท่าง ทุกสปีชีส์* ในจีนัส Ambystoma ( เพราะมีเหงือกเหมือนแผงคอสุนัข ) 
        -  จงโคร่ง หรือ กง หรือ คางคกยักษ์ หรือ Bufo asper 
        -  กบว้าก หรือ Rana glandulosa

เก็บภาพได้ที่ : อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา
ภาพ : นันทพัฒน์  สุรสิงห์โตทอง

Read more

เส้นทางเดินทัพสมเด็จพระนเรศวร



        “ปี ๒๑๔๘ เมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงพบว่าพระเจ้าอังวะเริ่มสั่งสมกำลังที่ภาคเหนือของพม่า และเข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ จากการได้หัวเมืองไทใหญ่แถบลุ่มน้ำสาละวินไปสวามิภักดิ์ เป้าหมายของพระองค์ก็เปลี่ยนจากตองอูมาเป็นอังวะทันที ด้วยทรงดำริว่าในระยะยาวหากปล่อยให้อังวะเป็นปึกแผ่นมากไปกว่านี้ อังวะจะเป็นอันตรายแก่อยุธยายิ่งไปกว่าตองอู”

        ปีพุทธศักราช 2148 เป็นช่วงเวลาที่รัฐไทยภายใต้การปกครองของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช วีรกษัตริย์ผู้ชาญศึก ครอบครองและขยายขอบขัณฑสีมาขอบอาณาจักรสยามออกไปอย่างกว้างขวาง นับเป็นช่วงเวลาที่สงบสุขและเป็นปีสุดท้ายในรัชกาล ก่อนที่มหาราชพระองค์นี้ จะเสด็จสู่สวรรคาลัยอย่างไม่มีวันกลับ ระหว่างการกรีฑาทัพผ่านหัวเมืองเหนือเพื่อการราชการสงคราม ณ แผ่นดินพม่า 

        “ครั้นเสด็จถึงเมืองเชียงใหม่ก็หยุดพักจัดกระบวนทัพอยู่หนึ่งเดือน แล้วให้กองทัพสมเด็จพระเอกาทศรถยกไปทางเมืองฝาง ส่วนกองทัพหลวงยกไปทางเมืองหาง”

        เมื่อสมเด็จพระนเรศวร ได้ยกทัพมาถึงเมืองเชียงใหม่ ก็ได้พักทัพเพื่อเตรียมความพร้อมและเสบียงเป็นเวลาหนึ่งเดือน เสร็จแล้วจึงสั่งให้ พระเอกาทศรถนำทัพส่วนหนึ่งล่วงหน้าไปยังเมืองฝาง เพื่อทำการเกณฑ์คนเพื่อเป็นกำลังรบและเตรียมเสบียงให้แก่ทัพหลวง ซึ่งจะยกไปตั้งรอในเขตเมืองหาง ซึ่งน่าจะสันนิษฐานว่าอยู่ในเขตของรัฐฉาน ประเทศพม่า เพื่อรอเสบียงสำหรับการเดินทัพไปตีกรุงอังวะ ประเทศพม่า

        จากหลักฐานทางโบราณคดี พงศาวดารทั้งของไทยและของพม่า เอกสารโบราณที่จดบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับเส้นทางที่พระนเรศวรเสด็จยกทัพไปตีพม่านั้น นักวิชาได้สันนิษฐานว่าทัพไทยอาจจะใช้เส้นทาง2เส้น คือ เส้นทางเลียบตามแม่น้ำปิงผ่านอำเภอเชียงดาวไปสู่ช่องกิ่วผาวอก เข้าสู่เขตแดนไทใหญ่แล้วเดินทางต่อไปยังกรุงอังวะ และอีกเส้นทางหนึ่งคือ เดินทางไปท่ามกลางภูเขาสูงอาศัยที่ราบริมสายน้ำแม่แตง สู่เมืองกื๊ด(ต.กื๊ดช้าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่) เมืองคอง(ต.เมืองคอง อ.เชียงดาว) และเมืองแหง(อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่) ผ่านช่องหลักแต่ง ทะลุไปเมืองเต๊าะ แล้วก็จะถึงบริเวณสบจ๊อด (บริเวณที่แม่น้ำจ๊อดไหลลงแม่น้ำสาละวิน) แล้วไปข้ามฝั่งที่ท่าผา ไปเมืองปั่น เมืองนาย แล้วก็ไปเมืองลางเคอ จากเมืองลางเคอก็ทะลุสู่เมืองอังวะ อันเป็นปลายทางของการเดินทัพ ซึ่งเส้นทางที่สอง ที่เป็นเส้นทางที่ต้องเดินเลาะไปตามลำน้ำแม่แตงนั้น มีความเป็นไปได้มากกว่า เพราะเป็นเส้นทางหลักในการเดินทางติดต่อและทำการค้าขายของคนในพื้นที่ 


        “ครั้นเสด็จถึงเมืองหางแล้วก็ให้ตั้งค่ายหลวงประทับอยู่ที่ทุ่งแก้ว สมเด็จพระนเรศวรทรงพระประชวรเป็นระลอกขึ้นที่พระพักตร์ แล้วกลายเป็นบาดทะพิษพระอาการหนัก จึงโปรดให้ข้าหลวงรีบไปเชิญเสด็จสมเด็จพระเอกาทศรถมาเฝ้า สมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จฯ มาถึงได้ 3 วัน สมเด็จพระนเรศวรก็เสด็จสวรรคต เมื่อวันจันทร์ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2148”

       แต่ในท้ายที่สุด ความตั้งใจที่จะนำทัพไปตีกรุงอังวะ ก็ต้องล้มเหลวเสียก่อน อันเนื่องมาจากเหตุประชวร ที่ทำให้พระองค์ถึงกับสวรรคตในเวลาต่อมาอีกเพียง3วัน เหลือไว้เพียงประวัติศาสตร์ของวีรกษัตริย์มหาราช ให้ไว้แก่คนรุ่นหลังได้ศึกษา และทำความเข้าใจ ในความมุ่งมั่น ความกล้าหาญและความเด็ดเดี่ยวของบรรพชนรุ่นก่อน ให้ซาบซึ้ง ในพระนามของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของคนไทย ไปอีกนานเท่านาน

      ข้อมูลประกอบการเขียน
-มหาราชวงษ์ พงศาวดารพม่า (มหายาซะวิน)
-พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหมอบรัดเล
-ประวัติศาสตรล้านนา โดย สรัสวดี  อ๋องสกุล
-งานวิจัยเส้นทางเดินทัพของสมเด็จพระนเรศวร  ของ อ.ชัยยง  ไชยยศรี
-ไทยรบพม่า กรมพระยาดำรงราชานุภาพ



เรื่อง  โษฑศ  พลนาวี
ภาพ  นันทพัฒน์  สุรสิงห์โตทอง

Read more

ล่องแก่ง อย่างไรให้สนุก และปลอดภัย


        
        หลังจากที่เราเตรียมอุปกรณ์เรียบร้อยแล้ว เราลองมาดูกันครับว่าตัวเราเองควรมีความพร้อมขนาดไหน อย่าเพิ่งเบื่อนะครับ ว่าทำไมจะไปเที่ยวทั้งทีดูจะวุ่นวายยุ่งยากเสียเหลือเกิน จริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีอะไรแปลกไปจากที่เราไปเที่ยวอย่างอื่นเลยครับ เพียงแต่เราเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้นอีกซักหน่อยเท่านั้น และการผจญภัยแบบล่องแก่งในสายน้ำที่เชี่ยวนั้น เราจะต้องมีการเตรียมตัวที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดมาก่อน ซึ่งมีข้อพึงปฏิบัติดังนี้

        1. ไม่ควรดื่มสุรา และของมึนเมาทุกชนิด ในขณะล่องแก่งโดยเด็ดขาดเพราะจะทำให้สมองเราสั่งการช้าซึ่งการจะผ่านแก่งน้ำที่เชี่ยวกรากนั้นสติ สมาธิ และการตัดสินใจต้องพร้อมอยู่เสมอ ถ้าพลาดอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ และถ้าหากพลัดตกลงในสายน้ำเชี่ยวในขณะที่มึนเมาท่านอาจจะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย 
        2. การแต่งกายกระชับ แห้งง่าย เบาสบาย ไม่ต้องหรูหราเพราะเรายึดความคล่องตัวเป็นหลัก เพราะเวลาที่เราต้องว่ายน้ำ ปีนป่ายขึ้นเรือ หรือขึ้นฝั่งบ้างเป็นบางโอกาส พวกเสื้อกางเกงหนักๆ จะกินแรงเราไปอีกมาก ดีไม่ดีจะพาลหมดแรงว่ายน้ำเอาตัวรอดซะอีก ถ้าห่วงสวยงาม หรือมีช่างภาพมารอถ่ายภาพก็ไม่ต้องกังวล เพราะเสื้อสวยๆของเราก็จะถูกเสื้อชูชีพใส่ทับไปอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเวลาล่องแก่งให้ยิ้มสวยๆ ไว้ก็พอครับ
        3. การป้องกันแสงแดด แนะนำให้ใช้ Sun Block แบบกันน้ำได้ หรือกลัวร้อนก็ใส่เสื้อแขนยาว แต่พวกกางเกงยีนส์ หรือกระโปรงนี่ไม่แนะนำนะครับ
4. หมวก เราสามารถรู้ได้ก่อนที่จะล่องแก่ง หรือล่องแพว่าเวลาที่เราจะล่องนั้นอยู่ทางทิศไหน หากเราต้องหันหน้าให้แดดตลอดเวลาก็อาจจะหน้ามืดได้ง่ายๆ แม้ปรกติเราจะใส่หมวกกันน๊อคอยู่แล้วก็ตาม แต่อาจจะบังแดดไม่หมด ซึ่งเราก็ต้องสวมหมวกก่อนแล้วค่อยใส่หมวกกันน๊อคทับอีกทีหนึ่ง แต่มีข้อแม้ว่าหมวกกันน๊อคจะต้องรัดสายบริเวณใต้คางไว้ด้วยนะครับ หรือเราอาจใช้ผ้าโพกหัวผืนใหญ่ๆ หรือที่เรียกว่าผ้าบัพก็ได้ครับ


5. เครื่องประดับ ควรถอดเก็บไว้ในที่ปลอดภัย ทั้งสร้อย แหวน โทรศัพท์ กำไล อาจจะสูญหายไปกับกระแสน้ำได้ แล้วจะกลายเป็นการล่องแก่งที่แสนแพงเมื่อรวมกับของที่สูญหายไปใต้สายน้ำ
 6. การฟิตซ้อมร่างกาย ควรฟิตซ้อมร่างกายให้พร้อมพอสมควร ไม่งั้นเวลาพายจะเป็นการกินแรงเพื่อนๆ และควรนึกถึงตอนเราตกน้ำด้วยว่าจะต้องใช้กำลังในการว่ายน้ำในสายน้ำเชี่ยวมากทีเดียว การฟิตซ้อมร่างกายจึงถือว่าเป็นส่วนสำคัญมากอีกเหมือนกัน 
7. การกันน้ำเข้าสัมภาระ แนะนำให้ใช้กระเป๋ากันน้ำจะดีที่สุด ส่วนอาหารการกินไม่ควรเตรียมไปมาก เพราะบางทีเราไม่มีเวลามานั่งทานอาหารหรอก และก็ควรทำใจให้ทานอาหารแบบง่ายๆ ในช่วงที่ใช้ชีวิตในลำน้ำ ส่วนมากการล่องแก่งมักใช้เวลาไม่นานจึงควรงดการแบกอาหารไปให้เป็นภาระจะดีที่สุด
8. รองเท้า ขอแนะนำให้ใช้รองเท้าที่เบา และแห้งง่ายๆ แต่ไม่ใช่รองเท้าแตะเพราะโอกาสที่จะหลุดลอยไปมีมาก ควรจะเป็นรองเท้ารัดส้นเท้า เพื่อความแน่นหนา และคล่องตัว 
9. ยา ประเภทใส่แผลสดกับปลาสเตอร์ ปิดแผล ควรมีติดตัวไปด้วย 
10. เคารพกฎ กติกา มารยาท ที่ทางอุทยานหรือสถานที่ ที่ล่องแก่งอย่างเคร่งครัด เพราะพื้นที่ที่จะเดินทางไปล่องแก่งส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตป่าต้นน้ำที่ธรรมชาติมีความเปราะบาง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องติดต่อขออนุญาตเดินทางเข้าไปในพื้นที่ต่างๆ ให้ถูกต้อง
11. ที่สำคัญมากก็คือสมาชิกทุกคนที่เป็นฝีพายจะต้องเชื่อฟังคนพายที่เป็นคนคัดท้ายเรืออย่างเคร่งครัด
สิ่งที่ต้องทำเมื่อพลัดตกจากเรือ

          ขั้นแรกจะต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ในการป้องกันตัว เช่น หมวกกันน็อก เสื้อชูชีพ เพราะสามารถช่วยเราให้รอดพ้นจากการบาดเจ็บได้ และที่สำคัญควรต้องฟังคำสั่งของนายหัวเรือและท้ายเรือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ถ้ามีเหตุทำให้ตกน้ำควรตั้งสติให้มั่น และว่ายน้ำกลับเข้าหาฝั่งที่ใกล้ที่สุดให้ได้ ขณะอยู่ในน้ำพยายามลอยตัวในท่านอนหงาย ยกขาทั้งสองข้างขึ้นระดับน้ำ ไม่ต้องกลัวว่าจะจมเพราะเสื้อชูชีพจะช่วยพยุงให้ไม่จมน้ำและไม่ต้องตกใจว่าจะถูกทิ้งลอยแพ เพราะเรือจะต้องวกกลับมารับอย่างแน่นอน


เรื่อง กองบรรณาธิการ
ภาพ นันทพัฒน์ สุรสิงห์โตทอง  / ภานุพงษ์ บุญเรือง

Read more

Southeast Asia white water Festival 2000


แก่งที่มีความยากอันดับหนึ่งของเมืองไทย
        
        ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว บนแม่น้ำแม่แตงสายนี้ที่ขึ้นชื่อเรื่องความยากของการล่องแก่งไปทั่วโลก ได้มีการจัดแข่งขัน Southeast Asia white water Festival 2000 ในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2000 ซึ่งประสานงานโดย คุณสมยศ นิมมานเหมินท์ แม้ว่าเวลาจะผ่านมานานแล้ว แต่ความประทับใจในการแข่งขันครั้งนั้นยังคงอยู่ในความทรงจำของคุณสมยศอย่างไม่มีวันลืม

        “เราเชิญนักกีฬาเก่งๆ ทั่วโลก นักกีฬา kayaker มาจากทั่วโลกเลยครับ มากันประมาณ 36 คนตอนนั้นมือหนึ่งของโลก คนที่ทำสถิติโดดสูง 64 ฟุตที่แคนาดาก็มาแข่งด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการแข่งขันระดับนานาชาติครั้งแรก และครั้งเดียวในประเทศไทย และมีผู้ร่วมแข่งขันที่มีชื่อเสียงจำนวนมากเข้าร่วมการแข่งขัน Tao Berman, Jay Kincaid, Mike Abbot, Jared Meehan, Alan Ellard ฯลฯ ตอนนั้นเป็นการแข่งขันเยือน 3 ประเทศ มี ไทย มาเลเซีย และ อินโดนีเซียครับ ครั้งนั้นจัดที่แม่แตงจัดแข่งขัน 3 ประเภทคือ ประเภทแข่งเอาความเร็ว แบ่งเป็น 2 การแข่งขัน ในระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตรครับ ผ่านจากบ้านสบก๋ายลงมาเมืองกื้ด คือแบบ Downriver และแบบ Head to head และอีกประเภทที่จัดแบบ Freestyle หรือ Rodeo เป็นการแสดงท่าทางต่างๆ เหมือนยิมนาสติก เอาเรือลงแก่งผลิกคว่ำผลิกหงาย และให้กรรมการตัดสินว่าผู้แข่งขันคนไหนแสดงได้สวยงามสุด ใช้ความสามารถที่ยากที่สุดครับ แต่วัตถุประสงค์หลักของเรา คืออยากให้ผู้ที่มาแข่งเรือแคนูคายัคได้เห็น และกลับไปบอกต่อว่าเมืองไทยสามารถมาล่องแพยางได้ คือ โปรโมทการท่องเที่ยวนั่นเอง

        ในเมืองไทยเลือกแม่น้ำแม่แตงเพราะลำน้ำแม่แตงค่อนข้างจะยากที่สุด และช่วงระหว่างบ้านสบก๋ายมาเมืองกื้ดเป็นช่วงที่มีแก่งติดแก่งครับ และก็ความสูงความลาดชันค่อนข้างเยอะ นักกีฬาบางทีตั้งตัวไม่ทันเลย แก่งแม่แตงเป็นแก่งค่อนข้างจะดีที่สุดแต่ว่ายากสำหรับคนไทยที่ยังไม่เคยเล่นกัน แต่สำหรับฝรั่งถามเค้าว่ายากมั้ย เค้าว่ายากก็ไม่ยาก ง่ายก็ไม่ง่าย ส่วนมากจะพอใจเพราะถ้าในประเทศเค้านี่จะเป็นแก่งลงมาถ้าหมดแก่งหนึ่งก็จะเจอทางเรียบแล้วก็เจออีกแก่งแล้วก็จะเรียบอีก แต่แม่แตงแก่งติดแก่งเลย ต้องใช้ความสามารถตลอดเส้นทาง และเค้าชอบที่แม่แตงมีหินเยอะ อีกทั้งตลอดระยะทางยาว 7 กิโลเมตรจะมีถนนอยู่ข้างน้ำตลอดเส้นทางครับ เผื่อเกิดอุบัติเหตุจะขึ้นมาก็ช่วยเหลือได้ และที่แม่แตงเนี่ย หากประสบอุบัติเหตุแล้วเรือไหลไปที่หนึ่งคนไหลไปอีกที่หนึ่ง คนแข่งก็สามารถจะเดินมาบนถนน มารอรถมารอกรรมการได้ แต่ที่อื่นเป็นป่าตลอด


        ที่ประทับใจมากที่สุดคือในงานนั้นไม่เห็นเค้าประสบอุบัติเหตุ ไม่เห็นเค้าเรือคว่ำ ถ้าคว่ำก็พลิกตัวขึ้นมาคนเดียวครับ ไม่ถึงกับต้องเข้าไปช่วย ไม่มีอุบัติเหตุซักอย่าง ก็ถือว่าความชำนาญของเค้ามีค่อนข้างสูง เราเตรียมกู้ภัยไว้เป็นจุดๆ ที่เราคิดว่าจุดไหนยาก แต่ไม่ได้ใช้ซักคนเพราะเค้าเก่ง การแข่งขันนี่ไม่มีคนไทยลงแข่งเลยนะ เพราะเมื่อ 10 ปีก่อนตอนนั้นยังไม่มีใครมีทักษะที่จะใช้เรือนี้ได้ 


        "ตอนนั้นก็มีคนไทยมาจากนครนายกมาลองเล่นก่อนการแข่งขันประมาณซัก 2-3วัน มาลองแล้วล้มระเนระนาดแล้วก็หายไปเลย"
        
        อีกอย่างที่ทำให้ประทับใจ คือฝรั่งเค้าไหว้น้ำก่อนลงแข่งครับ ฝรั่งไหว้ครับ เค้าบอกว่าเป็นการเคารพนับถือในแม่น้ำ บางคนก็ไปอยู่ริมน้ำไปสงบสติอารมณ์ ผมก็ถามว่าไปทำไม ไปทำพิธีเคารพแม่น้ำ 
ในแม่แตงนั้นมันมีอีก Section หนึ่งที่ยากที่สุดเลยคือคนทั่วไปไม่ควรเล่น เค้าเรียกว่าออบกื้ด ที่นี่จะเป็นออบเขา คล้ายๆ กับออบหลวงนะ แต่ว่ามันจะมีหินอยู่บนดอยกลิ้งลงมาทับน้ำหมดเลยจนกลายเป็นน้ำไหลเข้าพื้นดิน น้ำเข้าข้างล่างออกข้างล่างกลายเป็นแม่น้ำแม่ตะมาน เค้าเรียกว่าหุบเขาเมืองกื้ด และเหนือน้ำด้านนี้จะเป็นแก่งขึ้นไปที่สบก๋าย ที่ออบกื้ดนี้จะเล่นไม่ได้เลยอันตรายมากครับ แต่ว่ามีมือหนึ่งของโลกมาเล่นที่นี่ครับ โดยที่มีสองสามคนจากกลุ่มที่ไปครับ เค้าขอไปเล่นที่นี่ ตอนนั้นคนที่เป็นมือหนึ่งของโลกที่มาแข่งกับเรา เค้ารู้จากชาวบ้านว่ามีแก่งที่ยาก และชาวบ้านรับอาสาพาเค้าไป และมีคนจากเอเชียแอดเวนเจอร์เป็นรายการทางทีวีครับ ตามไปถ่ายทำทีวีนายคนนี้ไปกระโดดที่ออบกื้ดออกอากาศทั่วโลก เป็นแก่งยากครับ แต่ว่าเล่นที่นี่พอมาถึงช่วงที่น้ำมุดใต้หินก็เล่นไม่ได้ครับ ยอมรับว่าเค้าเก่ง ตรงออบกื้ด อันนี้นักกีฬาทั่วไปเล่นไม่ได้ครับ นอกจากมือหนึ่งแท้ๆ ต้องเอาตัวรอดครับ ถ้ามาล่องแก่งใช้คายัคกับแคนู ถ้ามาล่องเองไม่ปลอดภัยครับ ต้องเป็นนักกีฬาที่ว่ามีทักษะในการพายเรือไม่ต่ำกว่า15-20 ปี

        สำหรับคนที่อยากล่องแก่ง ต้องเริ่มเล่นตั่งแต่ในแม่น้ำปิงน้ำเรียบ ต้องมีทักษะว่าเรือพลิกคว่ำต้องหงายขึ้นมาได้ที่เค้าเรียกว่า "Eskimo roll" ต้องช่วยเหลือตัวเองได้ มีจิตใจหนักแน่นพอ ต้องเล่นระดับง่ายไปหายากเช่นเล่นในน้ำปิง ออบหลวงตอนบนให้ได้ก่อน ต่อไปก็มีทักษะเล่นแถวนครนายก น้ำปาย น้ำเขก น้ำหว้า และก็ถึงมาเล่นที่แม่แตง ไล่ตามความง่ายมายากเลยครับ ในการที่เราจะพัฒนาคนให้เล่นกีฬานี้ต้องอีกนานเพราะเป็นกีฬาค่อนข้างอันตราย ต้องมีทักษะ แต่เดี๋ยวนี้มีคนเอาเรือคายัค ลงตามแพยางคอยช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ตกเรือครับ พวกชาวบ้านครับ เค้าเป็นคนที่เมืองกื้ด เป็นพวกให้ความปลอดภัยคอยช่วยเหลือนักท่องเที่ยวครับ ความคุ้นเคย ความชำนาญก็ดีขึ้น” 


        ช่วงเวลาหลังจากปี 2000 ในประเทศไทยก็ไม่มีการจัดการแข่งขันระดับโลกอีกเลย มีเพียงครั้งนั้นครั้งเดียว ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายที่เราไม่สามารถต่อยอดเสน่ห์ของสายน้ำแห่งนี้ให้เป็นจุดเด่นด้านการท่องเที่ยวของเราได้ ทั้งๆ ที่การแข่งขันก็ยังมีการจัดต่อเนื่องมาทุกปีแต่จัดในต่างประเทศ คงไม่เป็นการเกินเลยถ้าจะบอกว่าเราทิ้งโอกาสอันดีที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝนให้หายไปกับสายน้ำแม่แตง ปล่อยให้เหลือไว้เพียงความทรงจำของนักกีฬา และผู้จัดในครั้งนั้น 
        เรื่องน่ารักอีกอย่างที่ทำให้ประทับใจ คือฝรั่งเค้าไหว้น้ำก่อนลงแข่งครับ ฝรั่งไหว้ครับ เค้าบอกว่าเป็นการเคารพนับถือในแม่น้ำ บางคนก็ไปอยู่ริมน้ำไปสงบสติอารมณ์ ผมก็ถามว่าไปทำไม ไปทำพิธีเคารพแม่น้ำ

ขอขอบคุณ
คุณสมยศ นิมมานเหมินท์    ประธานฝ่ายกีฬาเรือพาย สมาคมกีฬาเชียงใหม่ 

Read more