หุ่นกระบอกน้ำ...วิถีความเชื่อ ศิลปะบนผิวน้ำ
0
ความคิดเห็น
Unknown
-
แสงยามเย็นเริ่มลูบไล้ริมฝั่งน้ำ สะพานสีแดงสดที่ทอดตัวสู่เกาะเล็กๆ กลางทะเลสาบ ซึ่งเป็นหนึ่งในตำนานแห่งอิสรภาพของชนชาวเวียดนาม ริมทะเลสาบฮว่านเกี๋ยม หรือทะเลสาบคืนดาบ เรื่องเล่าของพระเจ้าเลไทโต กับเต่ายักษ์ที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบ ซึ่งคนที่จะมาเที่ยวเวียดนามเชื่อว่าคงเคยได้ยินตำนานนี้กันมาบ้างแล้ว แต่วันนี้เราจะมาดูศิลปะการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์ขึ้นชื่อของชาวเวียดนามที่ทุกวันนี้หาดูได้ค่อนข้างยากนั่นคือ หุ่นกระบอกน้ำ เดินไปเดินมารอเวลาเข้าชมก็ชวนให้นึกถึงหุ่นกระบอกโจหลุยส์ หรือหุ่นละครเล็กที่บ้านเรา ความวิจิตรของตัวหุ่นลีลาการเชิดที่ถ่ายทอดให้เราได้เห็นได้สัมผัสเรื่องราว และอารมณ์ทั้งจากตัวหุ่นกระบอกเอง และจากผู้เชิด ต้องเรียกว่าศิลปะการแสดงที่เป็นหนึ่งไม่มีสองได้เหมือนกัน
![]() |
ก่อนเข้าชมผมก็มีคำถามว่า ทำไมต้องไปเล่นในน้ำไม่เปียกกันแย่เหรอ ก็ได้คำตอบจากพี่เปี๊ยกว่าประเทศเวียดนามบริเวณสันดอนสามเหลี่ยมลุ่มแม่น้ำโขงที่กว้างใหญ่ หรือที่ราบลุ่มต่ำของแม่น้ำแดงในช่วงฤดูหน้าน้ำ ดินแดนแถบนี้จะถูกน้ำท่วมอยู่ทุกปี และการที่น้ำท่วมเป็นประจำ ชาวนาแต่ละคนก็คงเหงาไม่รู้จะไปเล่นอะไรคลายเหงาในช่วงรอน้ำลดดี ก็เลยกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดรูปแบบความบันเทิงแบบที่หาชมได้ในเวียดนามนี้เท่านั้น คือหุ่นกระบอกน้ำนั่นเอง
เรื่องราวก็จะเป็นเกี่ยวกับวิถีชีวิต การทำนา การเพาะปลูก การแข่งเรือ และตำนานของพระเจ้าเทไทโตกับทะเลสาบฮว่านเกี๋ยมนั่นเอง จากที่เกริ่นไว้แล้วว่ามีตำนานเรื่องหนึ่งเล่าถึงเต่าใหญ่ที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบฮว่านเกี๋ยมที่ฮานอย เต่าตัวนี้จะโผล่ขึ้นมาเพื่อถวายดาบวิเศษแก่พระเจ้าเลไทโต ซึ่งพระองค์ต้องการนำไปใช้ขับไล่ผู้รุกรานชาวจีน เมื่อขับไล่เสร็จแล้วก็นำดาบมาคืนที่ทะเลสาบแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง การแสดงหุ่นกระบอกน้ำจึงสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อในเรื่องตำนาน และวิถีชีวิตที่เรียบง่าย กับความรักชาติที่ถูกปลูกฝังกันมาในจิตใจชาวเวียดนาม
การเชิดหุ่นกระบอก คนที่ดูจะไม่เห็นคนเชิดเพราะนักเชิดจะยืนอยู่หลังฉากโดยให้น้ำท่วมถึงเอว แล้วควบคุมการเคลื่อนไหวของหุ่นด้วยไม้ไผ่ลำยาว เล่ากันว่าหุ่นบางตัวหนักถึง 20 กก. ใช้คนเชิดประมาณ 4 คนแต่ที่ดูหุ่นทุกตัวเคลื่อนไหวได้น่ารักมากต้องชมคนเชิดว่าฝึกซ้อมกันมาอย่างดีจริง ๆ และในโรงละครก็จำลองออกมาได้ดี เพราะนักท่องเที่ยวอย่างพวกเราไม่ต้องลงไปดูในน้ำด้วย
ตลอดการแสดงก็จะมีวงดนตรีแบบดั้งเดิมเล่นคลอไปด้วยได้บรรยากาศดีทีเดียว เสียแต่เค้าพากษ์เป็นภาษาเวียดนาม แม้ว่าจะฟังไม่รู้เรื่องแต่ก็น่าสนใจและสนุกมาก ดูแล้ววิถีชีวิตก็ไม่ได้ต่างกับบ้านเราเท่าไหร่นัก จะมีก็แต่เรื่องเล่าเท่านั้นที่ดูจะเป็นไปตามเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมของแต่ละชนชาติ ก่อนกลับผมก็มีคำถามอีกว่าพวกนักเชิดหุ่นเค้าต้องแช่อยู่ในน้ำกันวันละหลาย ๆ รอบ รอบละนาน ๆ เค้าจะเป็นโรคน้ำกัดเท้ากันมั๊ย แต่ผมก็ได้แต่เก็บไว้ในใจไม่กล้าจะถามใครเดี๋ยวจะหาว่าทะลึ่ง
เรื่อง / ภาพ : นันทพัฒน์ สุรสิงห์โตทอง
Water Puppets
Vietnamese water puppetry has a long history. An inscription on a stone stele in Doi Pagoda, Duy Tien District, Nam Ha Province, relates a water puppet show staged in the year 1121 to mark a birthday of King Ly Nhan Tong in 4036 words.
Puppets are made of wood and coated with waterproof paint. Each puppet is handmade, has its own posture and expresses a certain character. The most outstanding puppet is known as chu teu which has a round face and a humorous and optimistic smile. The show starts with chu teu, dressed in an odd costume, offering joyful laughter. The pond and lakes of the northern plains, where crowds gathered during festival and galas, become the lively stages for the water puppet shows. At a water puppet show, the audience watches boat races, buffalo fights, fox hunts and other rustic scenes amidst the beating of drums and gongs. The characters plough, plant rice seedlings, fish in a pond with a rod and line, scoop water with a bamboo basket hung from a tripod, etc. The show is interspersed with such items as a Dance by the Four Mythical Animals: Dragon, Unicorn, Tortoise, and Phoenix and Dance by the Eight Fairies, in which supernatural beings enjoy festivities alongside people of this world. In water puppet shows there is a very effective combination of visual effects provided by fire, water, and the movements of the marionettes. The whole control system of the show is under the surface of the water, concealed from the audience. When fairy figures appear to sing and dance, it is calm and serene; then the water is agitated by stormy waves in scenes of battle, with the participation of fire-spitting dragons. There are many contributing factors to the art of water puppetry, including such handicrafts as wood sculpture and lacquer work. The factors all work together to bring out charming glimpses of the Vietnamese psyche, as well as typical landscapes of Vietnam.
http://www.vietnamtourism.com
ผัดโป๊ยเซียน มัสมั่นซี่โครงหมูตุ๋น ครบเครื่องความอร่อย
ผมแวะไปทานอาหารที่ร้านอาหารสามเสนวิลล่า เมนูตั้งโต๊ะเป็นอาหารแนะนำหลายอย่าง แต่วันนั้นผมดันไปคนเดียว จะสั่งเยอะก็ดูท่าจะทานไม่หมด เลยเลือกมา 2 รายการก่อน เล็งแล้วว่าผัดโป๊ยเซียนนี่จานแรก ส่วนจานที่สองน่าจะแกงมัสมั่นซี่โครงหมูตุ๋น เพราะติดใจซี่โครงหมูนึ่งจิ้มเต้าเจี้ยวของเด็ดระดับ Signature Dish ของร้านมาก็หลายปี พลาดไม่ได้จริงๆ สำหรับรายการนี้
พอจานแรกมาถึงนอกจากชื่อที่เป็นมงคลแล้วรสชาติของผัดโป๊ยเซียนจานนี้ยังเด่นด้วยความหลากหลายของวัตถุดิบที่สด อร่อย ทั้งลูกชิ้นกุ้ง ปลาหมึก กุ้งสด ฯลฯ โรยหน้าด้วยต้นหอมซอย ขึ้นฉ่าย แครอท ตั้งฉ่าย รสชาติหวานมันหอมกลิ่นน้ำมันหอยชวนชิมมากๆ ส่วนจานที่สองตามมาติดๆ ไม่ผิดหวังจริงๆ ครับ ตั้งเป็นจานทีเด็ดของร้านได้อีกจานเลย ซี่โครงอ่อนตุ๋นจนนุ่มมาก กลิ่นหอม หวาน มัน ด้วยสูตรพิเศษของทางร้าน กับข้าวสวยร้อนๆ แนะนำเลยครับ เค้ามี 3 สาขาใกล้ที่ไหนก็แวะไปได้ไม่ผิดหวังครับ อ้อ ผมแปะ web ร้านไว้ให้นะครับเผื่อใครอยากเข้าไปดูข้อมูลกันก่อน www.samsenvilla.com
" ใครจะไปคิดว่าเจ้าแกงมัสมั่น ที่แสนจะคุ้นเคย จะกลายเป็นเมนูอาหารอร่อยที่สุดอันดับ 1 ของโลก จากการจัดอันดับของ web ซีเอ็นเอ็นโก ที่ได้รับการโหวตจากมนุษยชาติจำนวนมาก"
2 ภาพนี้ถ่ายภาพไม่ยากครับ ภาพแรกใช้แฟลชแยกให้แสงเฉียงด้านหลัง ภาพที่ 2 โต๊ะสีดำมีกระจกผมเลือกใช้ filter PL ตัดแสงให้เหมือน BG ดำ ส่วนภาพแรกไม่ได้ใช้ PL เลยมีแสงสะท้อนที่กระจกก็ดูมีมิติเพิ่มมาอีกหน่อย แล้วก็ถ่ายไปตามธรรมดาด้วย Sony nex7 Lens SEL 18-55ครับ
ภาพ นันทพัฒน์ สุรสิงห์โตทอง
บัคฮา ดินแดนแห่งดอกไม้หลากสี
การมาเที่ยวเวียดนามเหนือครั้งนี้หากไม่ได้เดินทางมาชมตลาดนัดวันอาทิตย์ของชาวม้งที่บัคฮา กับไปซาปาก็คงจะถือว่ามาไม่ถึงเวียดนามเหนือเป็นแน่ เราต้องไปให้ถึงสถานีรถไฟประมาณสองทุ่มเพื่อรอเวลารอไฟออก ซึ่งถือว่ามีเวลาค่อนข้างน้อยในการเดินทางเพราะกว่าเราจะกลับมาจากแทมก็อกก็เกือบหนึ่งทุ่มเข้าไปแล้ว เราเลยต้องรีบกันพอสมควรเพราะการเดินทางในฮานอยก็คาดเดายากเพราะรถค่อนข้างเยอะมากในช่วงเวลาดังกล่าว เมื่อผมมาถึงสถานีรถไฟ แรกเห็นนึกว่าเรามาหัวลำโพงบ้านเราสมัยยังไม่ปรับปรุง รถไฟก็ยังเป็นแบบอนุรักษ์นิยมอยู่ ไม่เหมือนญี่ปุ่น หรือฝรั่งเศสที่รถไฟเค้าเร่งความเร็วแข่งกับเสียงกันแล้ว แต่โซนเอเซียแบบบ้านเราก็ดีอย่างคือไม่รู้จะรีบร้อนไปไหน แค่มาให้ถึงตรงเวลาพวกเราก็ดีใจแล้วครับ
ผมเดินทางมาบัคฮาด้วยรถไฟขบวนฟานซีปัน ซึ่งถือว่าเป็นรถไฟชั้น 1 ของที่นี่ ด้วยเตียงนอน 4 เตียงต่อ 1 ห้องค่อนข้างสบายทีเดียวแม้ว่าขนาดเตียงจะเล็กกว่าของบ้านเรา พวกเราจองไว้ทั้งหมด 3 ห้องติดกันพอจัดของเสร็จทุกคนก็มารวมกันอยู่ห้องเดียว ไม่รู้เข้าไปอยู่กันได้ยังไงห้องนิดเดียวแล้วแต่ละคนก็ตัวไม่ใช่เล็กกว่าจะแยกย้ายกันไปนอนก็ค่อนคืนเข้าไปแล้ว ในห้องมีน้ำขวด มีกล้วยหอม แล้วก็ขนมอีกนิดหน่อย นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ของเวียดนามที่มีบริการน้ำดื่มไม่เหมือนที่บ้านเราแทบทุกแห่งจะมีน้ำดื่มบริการ ทั้งๆ ที่เวียดนามมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์มาก แต่ต้องซื้อน้ำกินตลอดเลย ใครมาเที่ยวเวียดนามก็ขอให้เตรียมเรื่องน้ำติดตัวไว้ตลอดเวลานะครับ เพราะบางที่หาน้ำยากอยู่เหมือนกัน เคยถามราคาเตียงล่างเตียงบนว่าเตียงไหนแพงกว่ากันเพราะจำได้ว่าเคยมีคนบอกเตียงล่างจะแพงกว่าเตียงบน กลายเป็นว่าเค้าบอกเตียงล่างเตียงบนราคาเท่ากัน แต่ถ้าเป็นฤดูร้อนคนจะแย่งเตียงบนเพราะใกล้แอร์ แต่ถ้าเป็นหน้าหนาวอย่างตอนนี้จะแย่งเตียงล่างกันเพราะไกลแอร์ อ้าวของผมได้เตียงบนกว่าจะรู้ตัวช่วงหัวรุ่งก็หนาวหน้าดูเลยครับ
เรามาถึงสถานีเลาไกประมาณตีห้ากว่า ๆ อากาศตอนนี้หนาวมาก ๆ หนาวกว่าภาคเหนือบ้านเราพอสมควร อาจเป็นเพราะอยู่ติดกับชายแดนประเทศจีนก็เป็นได้ ต่างคนต่างรีบเดินเพื่อเข้าไปในสถานีก่อน ที่นี่จะมีรถรับจ้าง บริษัททัวร์มาโฆษณาชวนเชื่ออยู่มากมายเต็มไปหมด การมาเที่ยวเวียดนามเราต้องหาข้อมูลกันมาพอสมควรไม่งั้นจะโดนโก่งราคาแบบไม่น่าเชื่อ เช่นค่ารถจริง ๆ คนละ 25,000 ด่อง แต่อาจโดนโก่งราคาบอกคนละ 130,000 ด่องได้อย่างหน้าตาเฉย ส่วนมากที่ไม่ซื่อตรงจะเป็นพวกวัยรุ่น แต่คนสูงอายุจะไม่เหมือนกันครับออกจะดีมากด้วยซ้ำไป แบบนี้นี่เองที่ใครมาเวียดนามแล้วให้ต่อราคาลงอย่างน้อย 50% หลาย ๆ ครั้งที่ผมต่อ 70 %แล้วก็ยังได้ แต่ต้องคอยดูทิศทางลมดี ๆ นะครับระวังเจอแม่ค้าพ่อค้าบันดาลโทสะจะพาลหมดสนุกกันได้
เมืองเลาไกเป็นเมืองหน้าด่านติดกับชายแดนจีน เราสามารถข้ามด่านไปเดินเล่นที่เมืองจีนได้ แต่คราวนี้เราไม่มีเวลาขนาดนั้น ก็เลยได้แค่ไปเยี่ยมที่ด่านเท่านั้น ฝั่งจีนจะเป็นเมืองเหอกู่ที่เราสามารถนั่งรถไฟต่อไปได้ถึงคุนหมิง อีกประมาณ 540 กม. แต่ต้องทำวีซ่าก่อน เมืองเลาไกไม่มีสถาปัตยกรรมสวย ๆ หลงเหลืออยู่นักเพราะเป็นเมืองที่โดนจีนเข้ามาทำสงครามยึดครอง โดยเฉพาะในช่วงปี 1979 ที่จีนบุกเข้ามาปราบเสียจนราบคาบ แต่ต่อมาเมื่อขับจีนออกไปได้แล้ว รัฐบาลเวียดนามในขณะนั้นก็ไม่ได้คิดที่จะอนุรักษ์ความเป็นศิลปะเวียดนามเอาไว้ สิ่งก่อสร้างที่เลาไกจึงดูเหมือนกล่องคอนกรีตสี่เหลี่ยม กับเป็นเมืองที่มีต้นไม้น้อยมากเมื่อเทียบกับหลายๆ เมืองในเวียดนาม แต่ที่เลาไกนี่เราไม่ได้แวะเที่ยวอะไร เราใช้เป็นแค่ทางผ่านเพื่อไปบักฮา กับซาปาเท่านั้น
เมืองบัคฮาอยู่ห่างจากเลาไกแค่ประมาณ 27 กม. เป็นเมืองเล็ก ๆ แต่ความโด่งดังของที่นี่กลับไม่แพ้เมืองใหญ่ ๆ ยิ่งถ้าเป็นคนที่สนใจเรื่องชนเผ่า ผ้าทอ หรือวิถีชีวิตที่เรียบง่ายดูท่าจะไม่น่าพลาดเมืองบักฮา ที่นี่มีชนเผ่ามากมายสาธยายไม่หมด ทั้งไต เย้า ผู้ลาว จีน เวียดนาม ไลชิ เลอเหรอ ปกาเก่อญอ ถู่ลาว และชนกลุ่มน้อยอีกมากมาย ที่สำคัญที่สุดและเป็นสีสันจนเมืองบัคฮาขึ้นชื่อไปทั่วโลกคือ ม้ง ด้วยสีสันการแต่งกายที่ยังคงอนุรักษ์วัฒนธรรมของตนเองได้เป็นอย่างดีจนได้รับสมญานามว่า ดินแดนแห่งดอกไม้หลากสี หรือ The Flower Hmong of Sapa ก็ลองชมภาพดูละกันนะครับว่าสีสันพวกเค้าสวยงามขนาดไหน
เราเดินทางมาถึงที่บัคฮาประมาณเกือบสิบโมงแม้ว่าระยะทางจากเลาไกมาก็ไม่กี่สิบกิโล แต่คนขับรถรับจ้างที่เรานั่งมาด้วยพี่ท่านขับวนเมืองเลาไกไม่รู้กี่รอบจนคนเต็มรถ แล้วค่อยไต่เขาขึ้นมาที่บักฮาโดยใช้เวลาแค่ไม่ถึงชั่วโมง เราก็นึกว่าใจดีพาชมเมือง ที่พักในบักฮานี่ถ้าไม่ได้จองผ่านทัวร์ก็แนะนำให้เดินไปเลือกได้เลยนะครับ มีหลายราคามาก ๆ ผมเลือกได้ใกล้กับตลาดวันอาทิตย์ซึ่งสะอาด และถูกมากคือแค่สองร้อยกว่าบาท แถมใกล้ตลาดไม่ต้องห่วงเรื่องอดอยากอีกด้วย เราใช้เวลาที่เหลือเดินเล่นในเมืองบักฮา วิถีชีวิตที่นี่ยังคงน่ารักอยู่มาก ยังใช้เกวียนเทียมม้าเทียมล่อกันอยู่เหมือนในอดีต อาหารการกินก็มีมากมายทั้งแบบสำหรับคอยต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่ไม่ใช่สำหรับกลุ่มเราอยู่แล้ว เพราะเราชอบที่จะแสวงหาอาหารท้องถิ่น ซึ่งก็สมใจหวังทุกมื้อ เพราะเวลาเราเดินเล่นในตลาดก็จะดูว่าร้านไหนที่ชาวบ้านเขาทานกันเยอะ ๆ เราก็จะร่วมแจมกับเค้าด้วยเลย เพราะแน่ใจว่าต้องอร่อยชัวร์
ในตัวเมืองบักฮาค่อนข้างสงบเรียบร้อยมาก แตกต่างจากฮานอยอย่างสิ้นเชิง ผมเดินเล่นไปกับน้องตี๋สองคนเหมือนเป็นตัวประหลาดเลยครับ แต่เป็นตัวประหลาดที่เค้าอยากเข้ามารู้จัก โดยเฉพาะเด็กๆ ที่แสนซนทั้งหลาย เราเดินผ่านสนามกีฬากลางเมืองวันนี้เค้ามาสอบใบขับขี่กันด้วย ผมยืนดูแล้วคิดว่าทำไมสอบใบขับขี่บ้านเค้าดูเหมือนไม่ยากเหมือนบ้านเราเลย คือให้ขับวนเป็นวงกลมไปเรื่อย ๆ ทั้งกลุ่มประมาณ 40 คันพอเสร็จแล้วก็ไปเซ็นชื่อก่อนกลับบ้าน ไม่มีไฟเขียวไฟแดง ไม่มีสัญญาณอะไรทั้งนั้น ว่าง ๆ ก็มีคนขี่ม้าผ่านไปมาดูเป็นเมืองที่แสนเรียบง่ายดีจริง ๆ วันนี้ทั้งวันเราไม่เห็นแสงอาทิตย์เลยมีแต่เมฆกะหมอกปกคลุมท้องฟ้าอากาศก็เย็นจับใจดีแท้ การเดินทางเพื่อมาชมตลาดนัดวันอาทิตย์นักท่องเที่ยวส่วนมากมักจะออกจากฮานอยวันเสาร์กลางคืนเพื่อให้มาทันตอนเช้า ซึ่งก็แล้วแต่สะดวก แต่พวกเราอยากมาเดินเล่นในตัวเมืองก่อน และไม่อยากไปแย่งรถไฟกันซึ่งถ้าพลาดแล้วต้องรอกันอีกอาทิตย์เลยทีเดียว
และแล้วก็มาถึงเช้าวันอาทิตย์ที่เรารอคอย ตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นแสงสลัวขมุกขมัวไปด้วยควันไฟที่ชาวบ้านมารอขายของจุดเตาเตรียมค้าขายแต่เช้าตรู่ รถมอเตอร์ไซด์ขนหมูที่ชำแหละแล้ว วิ่งผ่านไปมาคันแล้วคันเล่า ช่างดูคึกคักแตกต่างจากเมื่อวานที่แสนจะเงียบเหงา ร้านเฝอเริ่มนึ่งแป้งเพื่อทำเส้นแบบสด ๆ พอเห็นผมยกกล้องก็ส่งยิ้มหวานมาให้พวกเราเห็นแล้วทนไม่ได้เลยต้องขอรองท้องกันก่อนคนละชามสองชาม เฝอที่นี่ก็อร่อยไม่แพ้ฮานอยเหมือนกัน ต่างแต่เค้าใส่เส้นมากกว่าเยอะเลย คงเป็นเพราะทำเส้นเองด้วยมั้งครับทำให้ไม่ต้องไปซื้อหาที่อื่นให้เปลืองต้นทุน
ตลาดนัดที่บักฮาเหมือนเป็นศูนย์รวมของพวกชาวเขาที่อยู่หมู่บ้านใกล้เคียง หลายคนนำสินค้าของตนมาขาย หรือแลกเปลี่ยน และมาซื้อหาสิ่งของเครื่องใช้ของกินต่าง ๆ ก่อนแยกย้ายกันกลับไปหมู่บ้านตนเอง แต่สำหรับนักท่องเที่ยวแล้วการเดินทางไปยังตลาดบักฮาส่วนใหญ่ก็คือ ต้องการไปชมวิถีชีวิตของชนเผ่า โดยเฉพาะเรื่องการแต่งกาย ชาวเขาแต่ละเผ่าล้วนจะให้ความสำคัญของการมาตลาดในวันอาทิตย์กันมาก เนื่องจากตลาดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ และรายได้ ที่ทุกคนจะได้นำสินค้าของตนมาขาย หรือแลกเปลี่ยน นำของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นสำหรับตนเอง และครอบครัวกลับไป ที่บักฮานี้ฝรั่งเขียนถึงว่าแม้เป็นเมืองเล็ก ๆ แต่เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวให้กับซาปาเลยทีเดียว เรียกว่าขึ้นมาสุดทางรถไฟสายเหนือแล้วก็ไม่ได้มีแค่ซาปาที่เดียวนะ แต่ยังมีบักฮาอีกด้วย
เราเดินเล่นถ่ายภาพกันไปเรื่อย ๆ เรื่องถ่ายภาพนี่ต้องขอบอกกันก่อนนะครับว่า เราต้องเอาใจเขามาใส่ใจเราด้วย ชาวเขาที่นี่จะไม่ชอบให้ถ่ายภาพ โดยเฉพาะคนมีอายุ เคยมีคนบอกว่าที่นี่ถ้าถูกถ่ายภาพจะโดนดูดวิญญาณก็ไม่รู้จริงรึเปล่า แต่ผมคิดว่าเค้าคงไม่ชอบที่ให้นักท่องเที่ยวมองเค้าว่าเป็นของแปลก ทั้ง ๆ ที่พวกเค้าก็อยู่กันมาตั้งนานตลาดแห่งนี้ก็มาก่อนที่พวกนักท่องเที่ยวจะเข้ามาซะอีก ผมเห็นนักท่องเที่ยวบางคนไม่ค่อยมีมารยาทรุมเข้าไปถ่ายภาพเหมือนเป็น Human Zoo ซึ่งตัวผมเองก็ไม่ชอบ ผมคิดว่าการถ่ายภาพบุคคลควรขอก่อน หรือถ้ายกกล้องแล้วเค้าไม่มีอาการปิดหน้า ไล่ หรือรังเกียจก็ไม่มีปัญหา ซึ่งบางครั้งผมเลือกที่จะยืนอยู่ไกล ๆ โดยไม่รบกวนเค้าจะดีกว่า
กู๋ลู้ก๊อ – ฉันรักเธอ กู๋ชิเป๊า – ฉันไม่รู้ กู๋ชิมั่วเงี่ย – ฉันไม่มีเงิน กู๋ไห่ลื้อม้งติ๊ติ๊ - ฉันพูดภาษาม้งได้นิดหน่อย
ภาษาม้งเล็กๆ น้อยๆ ที่ผมเคยรู้มาบ้างตอนไปถ่ายภาพชนเผ่าในบ้านเรา บางครั้งก็ช่วยลดช่องว่างให้เราได้เห็นรอยยิ้มของพวกเค้าได้ แม้ว่าตอนแรกจะไม่แน่ใจว่าเค้าพูดเหมือนกันรึเปล่าเพราะจริงๆ แล้วผมก็รู้อยู่แค่นี้แหละ พูดไปพูดมาไม่กี่คำพอเค้าตอบมาเราก็ได้แต่ยิ้มอย่างเดียว ชาวม้งที่นี่จะนิยมใส่ฟันทองที่ทำด้วยทองแดง เพื่อบอกว่าฉันฐานะดีนะ พวกเราเดินถ่ายภาพกันเรื่อยเปื่อย บางคนก็เริ่มช็อปปิ้ง สินค้าที่นี่มีหลากหลายมาก มีชุดชาวเขามาขายด้วยลวดลายละเอียดประณีตมักทำจากผ้าหนา ๆ แล้วร้อยลูกปัด หรือปักลายลงไป มีเหล้าต้มขายเป็นแกลอนใหญ่ ๆ ทั่วไปที่นี่น่าจะไม่ผิดกฎหมายเหมือนบ้านเรา ผมเดินผ่านก็เห็นป้าชาวม้ง แกกวักมือเรียกแล้วยกให้ 2 จอกเลยรู้ว่าเหล้าขาวที่นี่แรงมาก ๆ แต่หอมอร่อย ใจอยากจะนั่งต่อ แต่กลัวจะเดินไม่ตรงเดี๋ยวจะอดไปซาปากันพอดี ที่สุดตลาดจะเป็นเนินสูงด้านบนจะขายพวกสัตว์ต่าง ๆ ทั้งหมู วัว ควาย แต่ที่ทำให้สาว ๆ ในทีมหลายคนเบือนหน้าหนีไม่ยอมถ่ายภาพก็คงจะเป็นเจ้าหมาน้อย กับบรรดาแมวเด็ก ๆ ทั้งหลายที่ส่งเสียงร้องกันระงม ที่นี่เค้ากินเนื้อหมากับแมวด้วย ซึ่งสำหรับพวกเราแล้วค่อนข้างทรมานจิตใจมากทีเดียว เราเดินกันอยู่บนนี้ไม่นานเพราะจิตใจหดหู่ แม้จะไม่ดุเดือดเท่าที่เมืองลารัฐฉานประเทศพม่าก็ตาม
หมู่บ้านรอบ ๆ บักฮามีอีกหลายแห่งที่มีตลาดนัดเหมือนกัน และระยะทางไม่ไกลกันมากคือ ตลาดเกินเคา ซึ่งห่างจากบักฮาไปเพียง 18 กม.เปิดขายในวันเสาร์ และที่หมู่บ้านก๊อกลี มีตลาดนัดทุกวันอังคาร เสียดายแต่เวลาคราวนี้มีน้อยเกินไปเลยไม่ได้ไปเยี่ยมหมู่บ้านอื่น ๆ เลย ที่ตลาดนัดบักฮามีถนนเส้นหลังวัดที่ยังมีชาวเขาเอาฟืนมาขายเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะหน้าหนาว เพราะที่นี่อากาศเย็นจับใจจริง ๆ เวลาผ่านไปเร็วมากเผลอไม่นานก็เกือบสิบเอ็ดโมงเช้าแล้ว เราก็ต้องรีบไปเก็บของเพื่อเดินทางต่อไปยังซาปา ผมอยากไปดูนักว่าที่เค้าว่าสวยนั้นสวยขนาดไหนถึงกับตั้งให้ว่าเป็น “สวิสเซอร์แลนด์แห่งเวียดนาม”
เรื่อง / ภาพ : นันทพัฒน์ สุรสิงห์โตทอง
Bac Ha Market, Vietnam
Location: Bac Ha Market is in Bac Ha District, Lao Cai Province; about 80km from downtown Sapa.
Characteristics: It is a trading centre and meeting place for couples, friends, and relatives every Sunday.
Characteristics: It is a trading centre and meeting place for couples, friends, and relatives every Sunday.
Every Sunday, Bac Ha hosts the biggest fair near the mountainous highlands and the Chinese border. It is a trading centre and meeting place for couples, friends, and relatives, and it is a typical weekly activity for the H’Mong and other minority groups living in the locality. Some walk several hours for the weekly opportunity to trade and barter food, animals, clothes and household goods. Local products are carried on horseback.
At the fair, adventurous gastronomes can try thang co blood porridge, a popular dish of the H’Mong and other local people.
ผางประทีป พุทธบูชาในแบบล้านนา
วันนี้ผมไปเวียนเทียนที่วัดเกตการาม ที่ห่างจากบ้านไปไม่ไกลนัก ปรกติผมมักจะเห็น ดอกไม้ ธูป เทียน แต่ที่วัดเกตการามนี้เค้าใช้ผางประทีป หรือ ผางประทีส ที่แปลว่าแสงสว่างแทนเทียน ผมดูแล้วก็น่ารักดี เพราะผางประทีปเองรูปทรงคล้ายถ้วยเล็กๆ จึงไม่รับลมมากนัก และเมื่อจะวางก็ไม่มีน้ำตาเทียนเหมือนเทียนแบบเป็นเล่มทั่วไป พอกลับมาก็เลยหาข้อมูลเกี่ยวกับผางประทีปไปพบตำนานของทางล้านนาน่าสนใจเลยเอามาฝากกันครับ
ชาวล้านนานิยมจุดผางประทีปเป็นพุทธบูชา โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลยี่เป็ง หรือประเพณีลอยกระทง เห็นว่าสืบเนื่องมาตั้งแต่ตำนานพระทธเจ้าห้าพระองค์ ได้แก่ พระกกุสันธะ พระโนาคมนะ พระกัสสปะ พระโคดมหรือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน และพระศรีอริยะเมตไตร ตามตำนานเชื่อว่าพระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์นั้นเกิดจากแม่กาเผือกวันหนึ่งแม่กาออกไปหาอาหารได้เกิดพายุทำให้ไข่ทั้งห้าฟองพลัดตกจากรังลงไปในแม่น้ำ และมีแม่ไก่ นาค เต่า โค และราชสีห์เก็บไปเลี้ยง จนไข่ฟักตัวออกมาเป็นมนุษย์เพศชาย และต่อมาได้บวชเป็นฤาษี เมื่อมาพบกันจึงได้สงสัยว่าใครเป็นแม่ที่แท้จริง จึงร่วมอธิษฐานขอให้ได้พบแม่ที่แท้จริง ทำให้พกาพรหมผู้เป็นแม่ได้แปลงกายเป็นกาเผือกลงมาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตให้ฤาษีทั้งห้าฟัง และบอกว่าถ้าคิดถึงแม่็ให้นำด้ายดิบมาพันจุดเป็นประทีปในวันยี่เป็ง และด้วยอานิสสงส์จากการถวายผางประทีปจึงได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์
ทำบุญคราวหน้าอยากให้ลองจุดผางประทีปเป็นพุทธบูชากันดูนะครับ สำหรับทางภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่นั้นหาซื้อได้ไม่ยาก และราคาไม่แพงเลย ผมมักจะมีติดบ้านไว้เสมอเผื่อเอาไว้จุดในวันสำคัญต่างๆ หรือวันไหนนึกครึ้มอกครึ้มใจก็เอามาจุดประดับบ้านให้แสงวิบๆ วับๆ โรแมนติกไปอีกแบบครับ
ภาพนี้ผมเลือกหยิบกล้องเล็กไปใช้ Sony nex7 Lens SEL 55-210 เลือกใช้ช่วง Tele เพื่อตัดสิ่งรบกวนรอบข้างออก ตั้งกล้องให้ under เล็กน้อย สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับภาพนี้ก็คือความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำมาก เนื่องจากรูรับแสงของเลนส์ค่อนข้างแคบคือ f 6.3 แต่เลนส์ตัวนี้ก็มีระบบกันสั่นที่สามารถหวังผลได้ดีในระดับหนึ่ง
ภาพ นันทพัฒน์ สุรสิงห์โตทอง
ปายฟ้า ร้านนี้...ต้องแนะนำ
ผมมีร้านปายฟ้ามาแนะนำอยากให้ลองไปชิมกันดูครับ หลังจากได้ไปลิ้มลองอยู่หลายครั้งก็เกิดอาการติดใจอยากนำมาบอกต่อ ด้วยความเป็นกันเอง สบายๆ อร่อย สะอาด และร้านก็ตกแต่งเก๋อยู่ในที เรียกว่าถ้าเป็นนักชิมก็ต้องขอแนะนำร้านนี้กันทีเดียว หลังจากนั่งคุยกับพี่รัก และพี่หนุ่ยซักพักใหญ่ๆ ก็เพิ่งรู้ว่าหนุ่มสาวลูกน้ำเค็มคู่นี้ทำไมถึงเลือกที่จะย้ายมาอยู่เชียงใหม่ ลองมาฟังเรื่องราวกันดูก่อนนะครับ เผื่อว่าแวะไปที่ร้านแล้วจะได้ร้องอ๋อ กับหลายๆ อย่างที่มีความหมายมากไปกว่าร้านอาหารเล็กๆ ร้านหนึ่ง
จากทะเล
พี่หนุ่ย “เปิดร้านอาหารตามสั่งมา 20 กว่าปี ชอบทำอาหาร อาหารปักษ์ใต้ แกงไตปลา แกงส้ม อยู่ปัตตานี อยู่ในเมือง บายดี อะไรก็มีหมดทุกอย่าง...ขายดีนะ ของใช้ในร้านทุกอย่าง สั่งทำเฉพาะเลย”
พี่รัก “ขายก๋วยเตี๋ยวอันนี้มือใหม่ พอเศรษฐกิจมันแย่ คนไม่กล้าออกไปไหน แล้วคนเริ่มประหยัดกันมากขึ้น เราขายอาหารตามสั่ง ขายไอศกรีม มันกลายเป็นของฟุ่มเฟือย ก็เลยขายไม่ค่อยได้ ก็เลยหันมาขายก๋วยเตี๋ยว เลิกขายอาหารตามสั่งแล้วมาขายก๋วยเตี๋ยวได้ปีหนึ่งแล้ว”
สู่ขุนเขา
พี่รัก “ย้ายมาเชียงใหม่ ตอนมาอยู่ใหม่ ๆ คิดว่าอยู่ไม่ได้ เครียดมากเลย ไปเหมือนต้องไปเริ่มต้นใหม่ ไปก็ไม่รู้จักใคร พี่น้องก็ต้องห่าง ทางโน้นที่เป็นอยู่มันก็ถอยหลัง อยู่ก็หมดเนื้อหมดตัว หนึ่ง...บ้านยังเป็นหนี้ธนาคารอยู่ถ้าเราไม่ขาย รายได้ที่เราได้แต่ละวันมันลดลงมาก อย่างใจหาย เราไม่มีปัญญาส่งดอกเบี้ยธนาคาร ไหนลูกจะเรียน ก็เลยขายไปถูกๆ เหลือเงินไม่กี่ตัง ก็เลยมาเช่าบ้านอยู่ ก็ให้ลูกเรียน คือสบายใจ แต่เค้า(พี่หนุ่ย)คิดมาก แต่ผมไม่คิดมาก ผมบอกเริ่มต้นใหม่ ก็ไม่เป็นไร นับหนึ่งใหม่ก็ไม่เป็นไร”
พี่รัก “ตรงนี้ขายก็พออยู่ได้ พอจ่ายค่าเช่า คือเราทำกันเองสองคน ไม่ได้จ้าง ผมก็ล้างจานแล้วก็มาเสิร์ฟ แต่ว่าเราสบายใจไม่เครียด ถามว่าอยู่โน่นเราได้เงินเดือนเป็นหมื่น พอมาอยู่นี้เหลือ 3-4 พัน ผมพอใจ 3-4 พัน เพราะว่าเราสบายใจ ไม่ต้องไปกังวลเรื่องอะไร พอดีผมค่อนข้างไปใส่ใจกับมัน ผมก็เลยเครียด โอ้..เวลารถพยาบาลมันผ่านนะ แต่ละวัน ๆ ไม่รู้กี่คันนะที่รับเข้ามาในเมือง เวลายิงทหาร ยิงชาวบ้าน ใครตายก็แล้วแต่ รถมัน หวอ หวอ หวอ หวอ.... มันผ่านหน้าบ้านทุกวัน เราขึ้นสมองเลย... ผมไปงานศพ เยอะมาก ซึ่งเราไม่รู้จัก ...สลด พูดแล้วอยากจะร้องไห้”
ณ ปัจจุบัน
พี่รัก “ตอนนี้ผมจะพยายามหาเวลาให้มากที่สุด เพราะว่าเราก็เครียดมามาก แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเอาเงินไปไหน ได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้น ให้พออยู่รอดได้ เราก็ประหยัดเอาหน่อยเราก็กินก๋วยเตี๋ยวของเราเองนี่แหละ บางทีเราก็ไปซื้อข้าวกินมั่ง วันไหนขายไม่ดีเราก็กินก๋วยเตี๋ยวเรา เช้าก็ก๋วยเตี๋ยว เย็นก็ก๋วยเตี๋ยว เศรษฐกิจพอเพียง (หัวเราะ) ก็ให้มันอยู่รอดไปก่อน ก๋วยเตี๋ยว เกาเหลา แต่อยู่ที่นี่ผมสบายใจ เพราะว่าเรากลับมืดก็ไม่เป็นไรนะ”
พี่หนุ่ย “อย่างอยู่ที่นี่นึกจะไปไหนก็ไปเลย ป่ะ...ปิดร้านเลย (หัวเราะ)”
พี่รัก “เรามาอยู่ตรงนี้ก็สบายใจ ทำให้พอเลี้ยงตัวรอดไปวัน ๆ อยู่แบบเศรษฐกิจพอเพียง ตอนอยู่ที่บ้านเราเครียดมานานแล้ว”
ที่มาของชื่อ
พี่รัก “ลูกสาวคนโตชื่อ ปาย คนเล็กชื่อ ฟ้า ชอบแม่ฮ่องสอนไง ปาย ก็แม่น้ำปาย แต่ว่าฟ้านี่ตอนเขาเกิดครูดอยเขาตั้งชื่อให้เพราะผมชอบส่งของให้โรงเรียนบ่อยๆ เขาบอกว่าถ้ามีลูกผู้หญิงให้ชื่อน้องฟ้า ครูดอยที่แม่สาย ชื่อครูจันทร์แรม ก็เลยชื่อ “ปายฟ้า” แล้วแต่ก่อนอยู่ร้านที่ปัตตานีชื่อร้าน “บัวตอง” ซึ่งหมายถึงดอกบัวตอง ขายตามสั่งมา 20 กว่าปี พอย้ายมาที่นี่ก็เลยชื่อร้าน “ปายฟ้า” (หัวเราะ)”
ตกแต่งเล็ก ๆ น้อย ๆ
...ของเต็มบ้านเลย อยู่ในกล่อง ในบ้าน…
พี่หนุ่ย “แก (พี่รัก) ชอบเก็บ ของมันเยอะจากบ้านสี่ชั้น (ปัตตานี) ของมันไม่มีค่าอะไรหรอก แต่ว่าแกเก็บเอาไว้ เพราะคนมันชอบ เห็นอะไรมาก็เก็บ เล็ก ๆ น้อย ๆ แกก็เก็บมา พี่ก็ไม่ว่าอะไร ร้านนี่แกแต่งร้านเองทั้งหมดเลย”
พี่รัก “...ของบางอย่างเราก็ขายไปบ้าง ระบายให้เพื่อนไปบ้าง เรารู้ว่าถ้าไปอยู่ข้างหน้าแล้วเราไปเช่าบ้านเขานี่ แล้วของไม่มีที่ไว้เราก็เลยโล๊ะ เอาเท่าที่จำเป็น เอาพวกเครื่องมือหากิน เช่น ตู้ก๋วยเตี๋ยว โต๊ะ เก้าอี้”
พี่รัก “โต๊ะเก้าอี้นี่ก็ขนมาด้วย ผมขนมาจากทางโน้นหมดเลย... ข้าง ๆ นี่พี่ทำห้องสมุด ไปเช่าบ้านเขาแล้วเขาบอกว่าตรงนี้มีที่ว่างข้าง ๆ แล้วป้าบอกว่าจะใช้ทำอะไรก็ทำไป เราก็ทำเป็นที่อ่านหนังสือเอาไม้เก่ามาทำเป็นชั้นวางหนังสือมานั่งอ่าน บางทีเขามางานบวชหรืองานอะไรเขามาจอดรถรอ เขาก็มานั่งอ่าน อย่างหนังสือพิมพ์เราอ่านตรงนี้จบเราก็ไปไว้ตรงโน้น คือมาอยู่แล้วรู้สึกมีความสุข”
ขยับขยาย
พี่ตู่ “แล้วโครงการที่คิดจะย้ายร้านมีม้าย? ให้กว้างขึ้น ให้ใหญ่ขึ้น?”
พี่หนุ่ย “ม้าย...อะ”
พี่ตู่ “แล้วถ้าค้าขายดีขึ้นจะทำยังไง?”
พี่หนุ่ย “ดีขึ้นก็เอาแค่นี้แหละ ขายไม่ดีก็แค่นี้ ขายดีก็แค่นี้ (หัวเราะ)”
เคล็ดลับ
พี่ตู่ “ก๋วยเตี๋ยวของพี่หนุ่ยหรอยนะ มีเคล็ดลับไหรม้างม้าย?”
พี่หนุ่ย “ไม่มีเคล็ดลับอะไรเลย บางที่ขี้เหนียวหมู บางที่ขี้เหนียวกระดูกนะ ใช้ไปเถอะกระดูกนั่นแหละหรอยเลย น้ำนี่เคี่ยวด้วยกระดูกอย่างเดียว ถ้าเกิดว่าเอา ...ใส่ มันไม่หรอย มันออกผงชูรส เอากระดูกเยอะ ๆ ใส่ไปเถอะ พี่ไม่มีเคล็ดลับไร คือ ทำด้วยใจไง ถ้าเกิดจะทำให้หรอยนี่ทำด้วยใจอะไรออกมาก็หรอย ทำจากใจ”
ที่อยู่ ร้านก๋วยเตี๋ยวปายฟ้า ถนนหลังวัดร่ำเปิง (ติดกับลานจอดรถประตูด้านหลังวัดร่ำเปิง)
พี่รัก(หนุ่มปัตตานี)-พี่หนุ่ย(สาวนครฯ ชอบแหลงใต้) เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวปายฟ้า
พี่ตู่(หนุ่มตรัง) ผู้ช่วยสัมภาษณ์
เรื่อง : กองบรรณาธิการ
ภาพ : นันทพัฒน์ สุรสิงห์โตทอง
Apple Cider Vinegar (Organic)
วันนี้นอกจากจะมาเรื่องถ่ายภาพแล้ว ยังแอบแทรกเรื่องสุขภาพมาให้กันซักนิดนะครับ ก่อนอื่นผมเริ่มที่การถ่ายภาพก่อนนะครับ ภาพนี้จัดถ่ายง่ายๆ ที่บ้าน ไฟหนึ่งดวง เยื้องด้านหลัง และเปิดเงาอีกด้านด้วย Reflex เพื่อให้ขวด และน้ำผึ้งดูใส และมีมิติมากขึ้น ภาพนี้จริงๆ แล้วผมถ่ายมาเป็นแนวตั้ง ซึ่งจะมีองค์ประกอบภาพที่ดีกว่า เพราะมีผลแอปเปิ้ลวางประกอบเรื่องราว กับขวดแก้วคอสูงทรงสวยใส่ Apple cider แต่ด้วยความที่ภาพนี้นำไปใช้ในแนวนอน ผมเลยต้องใช้วิธีครอปภาพให้ได้ตามที่ต้องการครับ ทีนี้เรามาดูเรื่องสุขภาพกันมั่งนะครับ
วิธีชลอความแก่ด้วยผลิตผลจากธรรมชาติแบบไม่ต้องไปพึ่งมีดหมอแล้วยังช่วยให้สุขภาพแข็งแรงคงถูกใจสาวๆ และใครที่ชอบทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำกับสูตรเด็ดที่จะช่วยให้คุณสดชื่นด้วยเมนูสุขภาพที่หาง่ายและสะดวกซื้อตามซุปเปอร์มาเก็ตชั้นนำทั่วไปนั่นคือAPPLE CIDER VINEGAR (Organic) ทีนี้เรามาดูกันว่าเจ้าชื่อยาวๆ นี่คืออะไรแล้วทำไมถึงน่าสนใจ
APPLE CIDER VINEGAR (Organic) หรือเราจะเรียกสั้นๆ ว่า ACV ก็คือน้ำส้มสายชูหมักจากผลแอปเปิ้ลมีคุณสมบัติเป็นกรดรสเปรี้ยวสีเหลืองคล้ายสีชาขุ่นเกิด จากการนำแอปเปิ้ลสดซึ่งปลูกโดยไม่มีการใช้สารเคมีนำมาบดและปล่อยให้เกิดการหมักตัวในถังไม้ตามเวลาที่เหมาะสมก็จะมีเส้นใยบางๆ ที่เรียกว่า Mother ที่เราสามารถเห็นได้เมื่อยกขึ้นส่องกับแสงเส้นใยบางๆ นี่แหละคือส่วนที่มีสารอาหารมากที่สุดและดีต่อระบบย่อยอาหารอย่างมากการผ่านความร้อนจะทำลายมาเธอร์ที่มีอยู่ในน้ำส้มสายชูหมักสิ่งนี้จึงทำให้น้ำส้มสายชู หมักแอปเปิ้ลนี้แตกต่างจากน้ำส้มสายชูทั่วไปในท้องตลาดที่ผ่านการกรอง
ACV มีส่วนประกอบของธาตุโพแทสเซี่ยมสูง ซึ่งมีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์อย่างมากเช่นช่วยชะลอความแก่ช่วงระบบย่อยอาหารแก้ท้องอืดท้องเฟ้อระบบหายใจแก้ไซนัสแก้เจ็บคอลดการเกิดเสมหะ ช่วยลดน้ำหนัก ลดอาการปวดข้อแก้อ่อนเพลียป้องกันโลหิตจากอีกทั้งยังมีคุณสมบัติเป็นยาปฏิชีวนะยา ฆ่าเชื้อและมีเอนไซม์หลายชนิดรวมอยู่ด้วย
HONEY BEE น้ำผึ้งแท้เป็นผลิตผลของน้ำหวานจากดอกไม้ผ่านการเปลี่ยน แปลงทางเคมีจากเอนไซม์ในต่อมน้ำลายของผึ้งแล้วเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคส และฟรุกโตสให้เป็นน้ำตาลเชิงเดี่ยวได้แก่น้ำตาลกลูโคสและเดกโทรสนอกจากนั้นเป็นน้ำตาลเชิงคู่และเชิงซ้อนอีก 10% และยังมีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์อีกมากมายและยังมีพวกน้ำย่อยเช่นเอนไซม์กลูโคออกซิเดสที่ทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาล กลูโคสเป็นกรดกลูโคนิคและไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ซึ่งมีคุณสมบัติยับยั้งและทำลายเชื้อโรคได้น้ำผึ้งมีวิตามินอยู่อีกมากมายหลายชนิด กระบวนการนำมาดื่มก็ไม่ยากเลยทุกๆ เช้าหลังจากตื่นนอนให้ผสม ACV กับน้ำผึ้งอย่างละ 1 ช้อนโต๊ะละลายในน้ำเย็น 1 แก้วเราก็จะได้เครื่องดื่มรสชาติหวานอมเปรี้ยวอร่อยกำลังดี หรือถ้าจะเพิ่มปริมาณก็แล้วแต่ชอบ
ภาพ นันทพัฒน์ สุรสิงห์โตทอง
กะท่าง
ตามริมน้ำใสเย็น ในป่าลึก หรือบนดอยสูง หากเราใส่ใจในรายละเอียดซักนิด เจ้าตัวน้อยที่น่ารักอาจแอบมองเราอยู่ก็เป็นได้ ซาลามานเดอร์ หรือกะท่าง ตัวน้อยที่ผมชอบมองหาเวลาที่เดินทางไปในที่ต่างๆ ความสมบูรณ์ และบริสุทธิ์ของพื้นที่เป็นตัวบ่งชี้ว่าเจ้าตัวน้อยนี่จะได้สบตากันบ้างรึเปล่า เพราะฉะนั้นครั้งใดที่ผมได้มีโอกาสพบเจอเค้านั่นคือสิ่งที่บ่งบอกสภาพพื้นที่ได้เป็นอย่างดี
กะท่าง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tylototriton verrucosus หรือที่ภาษาท้องถิ่นเรียกว่าจักกิ้มน้ำ หรือจิ้งจกน้ำ กะท่างเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่จัดอยู่ในวงศ์ Salamandridae ในประเทศไทยมีชนิดเดียว กะท่างชนิดนี้มีลำตัวสีน้ำตาลยาว 7-8 เซนติเมตร หางยาว 7 เซนติเมตร นิ้วเท้าหน้ามี 4 นิ้ว และนิ้วเท้าหลังมี 5 นิ้ว พบอาศัยอยู่ตามลำธารน้ำไหลบนภูเขาสูงในระดับตั้งแต่ 1,500-2,000 เมตร เช่น ดอยเชียงดาว ดอยเวียงผา ดอยปุย ดอยอินทนนท์ และดอยอ่างขาง กะท่างมีเขตแพร่กระจายกว้างจากประเทศสิกขิม จีนตอนใต้ พม่า ลาว และไทย
กะท่าง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tylototriton verrucosus หรือที่ภาษาท้องถิ่นเรียกว่าจักกิ้มน้ำ หรือจิ้งจกน้ำ กะท่างเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่จัดอยู่ในวงศ์ Salamandridae ในประเทศไทยมีชนิดเดียว กะท่างชนิดนี้มีลำตัวสีน้ำตาลยาว 7-8 เซนติเมตร หางยาว 7 เซนติเมตร นิ้วเท้าหน้ามี 4 นิ้ว และนิ้วเท้าหลังมี 5 นิ้ว พบอาศัยอยู่ตามลำธารน้ำไหลบนภูเขาสูงในระดับตั้งแต่ 1,500-2,000 เมตร เช่น ดอยเชียงดาว ดอยเวียงผา ดอยปุย ดอยอินทนนท์ และดอยอ่างขาง กะท่างมีเขตแพร่กระจายกว้างจากประเทศสิกขิม จีนตอนใต้ พม่า ลาว และไทย
ในเวลากลางวัน กะท่างจะซุกตัวนอนอยู่ตามใต้ขอนไม้ กองกิ่งไม้ ใบไม้ หรือใต้ก้อนหินใกล้ลำธาร ในเวลากลางคืน หรือฝนตกจึงจะออกหากิน เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ในราวเดือนกันยายนจนถึงตุลาคมจะลงไปอยู่ริมฝั่งใกล้ลำธาร ตัวเมียวางไข่ขนาดใหญ่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 6-10 มิลลิเมตร ตามกอพืชน้ำลูกอ่อนที่ฟักออกมาลักษณะเหมือนพ่อแม่ แต่มีพู่เหงือกเป็นฝอยสำหรับหายใจ 3 คู่ติดอยู่ด้านข้างส่วนหัว ตัวอ่อนกินสัตว์น้ำอื่นๆ เช่นลูกอ๊อด แมลงน้ำ ในขณะที่ตัวเต็มวัยกินแมลง และสัตว์เล็กอื่นๆ
กะท่างได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง แต่การทำลายป่าต้นน้ำลำธาร และการล่ากะท่างมาส่งขายเป็นสัตว์เลี้ยง และสัตว์ทดลองทางวิทยาศาสตร์ ทำให้กะท่างเริ่มหาได้ยากขึ้นทุกที จนมีจำนวนลดลงอย่างมาก
ส่วนมากจะไม่นิยมเรียกว่า หมาน้ำ เพราะความหมายกว้างมากซึ่งอาจหมายถึง
- กะท่าง ทุกสปีชีส์* ในจีนัส Ambystoma ( เพราะมีเหงือกเหมือนแผงคอสุนัข )
- จงโคร่ง หรือ กง หรือ คางคกยักษ์ หรือ Bufo asper
- กบว้าก หรือ Rana glandulosa
เก็บภาพได้ที่ : อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา
ภาพ : นันทพัฒน์ สุรสิงห์โตทอง
ภาพ : นันทพัฒน์ สุรสิงห์โตทอง




























