Olympus OMD กล้องหน้าตาธรรมดาที่คุณภาพไม่ธรรมดา
1 ความคิดเห็น
Unknown
-
![]() |
| Olympus OMD Lens 75 f1.8 |
วันนี้ทาง Photobug จ.เชียงใหม่ ได้ชวนผมไปฟังเกี่ยวกับเทคโนโลยีของกล้อง Olympus OMD ที่เพิ่งออกมาไม่นาน กับเลนส์ระดับเทพที่ชวนให้กิเลสพุ่งอีก 2 ตัวคือ Olympus 45 f1.8 และ Olympus 75 f1.8 ต้องบอกว่าเป็นเลนส์ที่ดีมากทั้งคู่ คุณภาพสูง ความคมชัดดีมากๆ โดยเฉพาะตัว 75 f1.8 ที่ไม่เป็นรองเลนส์ค่ายญี่ปุ่นทุกตัว และที่สำคัญกล้องตัวนี้ระบบต่างๆ ค่อนข้างสมบูรณ์มาก โฟกัสเร็ว แม่นยำแม้ในที่แสงน้อย หรือย้อนแสง ระบบจัดการ Noise ที่ถูกพัฒนาขึ้นมามากจากเดิมที่ทำได้ไม่เกิน ISO800 แต่เจ้า OMD นี่ผมเชื่อว่าที่ ISO1600-3200 ยังให้ภาพที่มีคุณภาพสูงพอใช้งานทั่วไปได้สบาย ส่วนเรื่องโทนสีคงต้องแล้วแต่คนชอบนะครับ ผมว่าทำได้ดีพอสมควร กล้องตัวนี้ยังมีระบบอีกมากมาย มากมายจริงๆ ที่สามารถรองรับตั้งแต่มือใหม่สมัครเล่น จนถึงมือเก๋า หรือจะใช้งานใน Studio ก็ได้ เสียดายคราวนี้ผมไม่ได้ลองใน Studio เพราะเวลามีน้อย
![]() |
| Olympus OMD Lens 45 f1.8 |
ผมมีเวลาทดลองใช้อยู่ไม่ถึง 2 ชั่วโมง ครั้งนี้จึงอย่าถือว่าเป็นจริงเป็นจังอะไรนักนะครับ ถือว่าผมมาบ่นให้ฟังละกัน เอาเป็นว่าหากใครหากล้องซักตัวไว้ท่องเที่ยวตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงกึ่งจริงจัง น่าจะไม่ผิดหวังนะครับ เป็นกล้องที่ใช้งานสนุก ง่าย และให้คุณภาพสูงครับ อาจติดปัญหาเรื่องราคาบ้างแต่ต้องบอกว่าเป็นของดีที่คุ้มราคาครับ
![]() |
| Olympus เคลมว่า DR 11 Stop ก็ต้องยอมรับว่าทำได้ดีครับ |
ผมขอนำภาพมาฝากกันเล็กน้อย ขอบคุณพี่ป๊อป Photobug และทีมงานจาก Olympus ทุกท่านครับ และสถานที่สวยๆ ของ ยางคำรีสอร์ท จ.เชียงใหม่ อ้อ ภาพทุกภาพนี้จงใจทดสอบกล้องและเลนส์ โดยถ่ายในสภาพแสงในร่มบ้าง ย้อนแสงบ้าง เกิดเงาบ้าง ดัน ISO 3200 บ้าง ฯลฯ ส่วนมากเปิดรูรับแสงกว้างสุด ไม่ได้ใช้แฟลช และ Reflex ครับ แต่ก็ผ่านมาได้ค่อนข้างดี มีฟุ้งบ้าง ขอบม่วงเล็กน้อย อิ อิ
เรื่อง/ภาพ นันทพัฒน์ สุรสิงห์โตทอง
หลวงพ่อแช่ม วัดไชยธาราราม (วัดฉลอง) อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต
ประวัติวัดฉลอง
"วัดฉลอง"เป็นวัดที่มีมาแต่ก่อนเก่า จึงไม่มีท่านผู้ใดทราบประวัติความเป็นมาได้ละเอียดนัก วัดฉลองนี้ตั้งอยู่บริเวณทุ่งนาและป่าละเมาะ ทางด้านเหนือของเกาะภูเก็ต ห่างจากตัวเมืองประมาณ 7-8 กิโลเมตร ตามหลักฐานที่ปรากฏมีศาลาเก่าแก่อยู่หลังหนึ่งทางด้านทิศตะวันออก (ของวัดในปัจจุบันนี้) ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานขององค์พระปฎิมาจากสภาพขององค์ท่าน นับว่าเป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นมาช้านานแล้ว จนไม่อาจคำนวณอายุที่แน่นอนได้ ชาวบ้านฉลองและคนทั่วไป เรียกท่านว่า "พ่อท่านเจ้าวัด" ด้านซ้ายขององค์ท่านมีรูปหล่อของชายชรานั่งถือตะบันหมาก ชาวบ้านเรียกว่า "ตาขี้เหล็ก" ส่วนด้านขวา ของ "พ่อท่านเจ้าวัด" นั้น มีรูปหล่อเป็นยักษ์ถือกระบองแลดูน่ากลัว ชาวบ้านเรียกว่า "นนทรีย์" รูปหล่อทั้ง 3 องค์นี้ ท่านศักดิ์สิทธิ์นัก จนเป็นที่โจษขานกันมานานแล้ว
"วัดฉลอง"เป็นวัดที่มีมาแต่ก่อนเก่า จึงไม่มีท่านผู้ใดทราบประวัติความเป็นมาได้ละเอียดนัก วัดฉลองนี้ตั้งอยู่บริเวณทุ่งนาและป่าละเมาะ ทางด้านเหนือของเกาะภูเก็ต ห่างจากตัวเมืองประมาณ 7-8 กิโลเมตร ตามหลักฐานที่ปรากฏมีศาลาเก่าแก่อยู่หลังหนึ่งทางด้านทิศตะวันออก (ของวัดในปัจจุบันนี้) ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานขององค์พระปฎิมาจากสภาพขององค์ท่าน นับว่าเป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นมาช้านานแล้ว จนไม่อาจคำนวณอายุที่แน่นอนได้ ชาวบ้านฉลองและคนทั่วไป เรียกท่านว่า "พ่อท่านเจ้าวัด" ด้านซ้ายขององค์ท่านมีรูปหล่อของชายชรานั่งถือตะบันหมาก ชาวบ้านเรียกว่า "ตาขี้เหล็ก" ส่วนด้านขวา ของ "พ่อท่านเจ้าวัด" นั้น มีรูปหล่อเป็นยักษ์ถือกระบองแลดูน่ากลัว ชาวบ้านเรียกว่า "นนทรีย์" รูปหล่อทั้ง 3 องค์นี้ ท่านศักดิ์สิทธิ์นัก จนเป็นที่โจษขานกันมานานแล้ว
เจ้าอาวาสวัดฉลององค์แรกท่านเป็นพระเถระองค์ใดนั้น ในประวัติไม่ได้บันทึกเอาไว้ ก็เลยไม่ทราบนามท่านเท่าที่ทราบมี "พ่อท่านเฒ่า" ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดฉลององค์ก่อน "หลวงพ่อแช่ม" ท่านเป็นพระที่มีความเชี่ยวชาญทางวิปัสสนากรรมฐานเป็นที่เลื่องลือ เมื่อ "ท่านพ่อเฒ่า" ท่านได้มรณภาพด้วยโรคชราอาพาธ "หลวงพ่อแช่ม" ได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาทสืบต่อจาก "พ่อท่านเฒ่า"
ต่อมา.. ท่านได้รับพระราชทานเลื่อนสมศักดิ์ว่าที่เป็น "พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ญาฌมุนี" ตำแหน่งสังฆปาโมกข์เมืองภูเก็ต และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงเปลี่ยนชื่อ "วัดฉลอง" เสียใหม่เป็น "วัดไชยธาราราม" แต่.. ประชาชนโดยทั่วไปมักเรียกว่า "วัดฉลอง" เพราะเป็นชื่อที่คุ้นหูมาก่อน
หลวงพ่อแช่ม (พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี)
"หลวงพ่อแช่ม" วัดฉลอง ภูเก็ต ท่านเกิดที่ตำบลบ่อแสน อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา เมื่อปีกุน พุทธศักราช 2370 ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 นามโยมบิดา-มารดา ไม่ปรากฏในประวัติ แม้แต่ "หลวงพ่อช่วง" วัดท่าฉลอง ศิษย์เอกของท่านก็ไม่สามารถให้รายละเอียดได้
พ่อแม่ส่งให้อยู่ ณ วัดฉลอง เป็นศิษย์ของพ่อท่านเฒ่าตั้งแต่เล็ก เมื่อมีอายุพอจะบวชได้ก็บวชเป็นสามเณร และ ต่อมาเมื่ออายุถึงที่ จะบวชเป็นพระภิกษุก็บวชเป็นพระภิกษุจำพรรษาอยู่ ณ วัดฉลองนี้หลวงพ่อแช่มได้ศึกษาวิปัสนาธุระจากพ่อท่านเฒ่าจนเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญ ทางวิปัสนาธุระเป็นอย่างสูง
ถึงแม้พระคุณท่านจะได้มรณภาพไปนานแล้วก็ตาม ชื่อเสียงและเกียรติคุณของพระคุณท่านยังตรึงตราตรึงใจอยู่ในความทรงจำของชาวภูเก็ตและชาวไทยทั่วทุกภาค แม้แต่ประชาชนเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงยังให้ความเคารพเลื่อมใส ศรัทธายิ่ง ดุจดังเทพเจ้าผู้เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมอันสูงส่ง ทรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์นานัปการหลวงพ่อแช่ม ชาตะ พ.ศ.2370 มรณภาพ พ.ศ.2451
เมื่อครั้งพระคุณท่านมีชีวิตอยู่มีผู้ศรัทธาและเลื่อมใสท่านมาก ถึงขนาดรุมกันปิดทองที่ตัวท่านจนแลดูเหลืองอร่ามไปทั้งร่าง เฉกเช่นเดียวกับปิดทองพระพุทธรูปบูชา นับเป็นความแปลกประหลาดมหัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง
ความมีชื่อเสียงของหลวงพ่อแช่มปรากฏชัดในคราวที่หลวงพ่อแช่มเป็นหัวหน้าปราบอั้งยี่ ตามความแต่โบราณดังนี้
ปราบอั้งยี่
ในปีพุทธศักราช 2419 กรรมกรเหมืองแร่เป็นจำนวนหมื่น ในจังหวัดภูเก็ต และจังหวัดใกล้เคียงได้ซ่องสุมผู้คนก่อตั้งเป็นคณะขึ้นเรียกว่า อั้งยี่ โดยเฉพาะพวกอั้งยี่ในจังหวัดภูเก็ตก่อเหตุวุ่นวายถึงขนาดจะเข้ายึดการปกครองของจังหวัดเป็นของพวกตน ทางราชการในสมัยนั้น ไม่อาจปราบให้สงบราบคาบได้ พวกอั้งยี่ถืออาวุธฆ่าฟันชาวบ้านล้มตายลงเป็นจำนวนมาก ที่รอดชีวิตก็หนีเข้าป่าไป เฉพาะในตำบลฉลองชาวบ้านได้หลบหนีเข้าป่า เข้าวัด ทิ้งบ้านเรือนปล่อยให้พวกอั้งยี่เผา บ้านเรือนหมู่บ้านซึ่งพวกอั้งยี่เผา ได้ชื่อว่า บ้านไฟไหม้ จนกระทั้งบัดนี้
ชาวบ้านที่หลบหนีเข้ามาในวัดฉลอง เมื่อพวกอั้งยี่รุกไล่ใกล้วัดเข้ามา ต่างก็เข้าไปแจ้งให้หลวงพ่อแช่มทราบ และนิมนต์ให้หลวงพ่อแช่ม หลบหนีออกจากวัดฉลองไปด้วย หลวงพ่อแช่มไม่ยอมหนี ท่านว่า ท่านอยู่ที่วัดนี้ตั้งแต่เด็กจนบวชเป็นพระ และเป็นเจ้าวัดอยู่ขณะนี้ จะให้หนีทิ้งวัดไปได้อย่างไร
เมื่อหลวงพ่อแช่มไม่ยอมหนีทิ้งวัด ชาวบ้านต่างก็แจ้งหลวงพ่อแช่มว่า เมื่อท่านไม่หนีพวกเขาก็ไม่หนีจะขอสู้มันละ พ่อท่านมีอะไรเป็นเครื่องคุ้มกันตัวขอให้ทำให้ด้วย หลวงพ่อแช่มจึงทำผ้าประเจียดแจกโผกศีรษะคนละผืน เมื่อได้ของคุ้มกันคนไทยชาวบ้านฉลอง ก็ออกไปชักชวนคนอื่นๆ ที่หลบหนีไปอยู่ตามป่า กลับมารวมพวกกันอยู่ในวัด หาอาวุธ ปืน มีด เตรียมต่อสู้กับพวกอั้งยี่
พวกอั้งยี่ เที่ยวรุกไล่ฆ่าฟันชาวบ้าน ไม่มีใครต่อสู้ก็จะชะล่าใจ ประมาทรุกไล่ฆ่าชาวบ้านมาถึงวัดฉลอง ชาวบ้านซึ่งได้รับผ้าประเจียด จากหลวงพ่อแช่มโพกศีรษะไว้ก็ออกต่อต้านพวกอั้งยี่ พวกอั้งยี่ไม่สามารถทำร้ายชาวบ้าน ก็ถูกชาวบ้านไล่ฆ่าฟันแตกหนีไป ครั้งนี้เป็น ชัยชนะครั้งแรกของไทยชาวบ้านฉลอง ข่าวชนะศึกครั้งแรกของชาวบ้านฉลอง รู้ถึงชาวบ้านที่หลบหนีไปอยู่ที่อื่น ต่างพากลับมายังวัดฉลอง รับอาสาว่าถ้าพวกอั้งยี่มารบอีกก็จะต่อสู้ ขอให้หลวงพ่อแช่มจัดเครื่องคุ้มครองตัวให้ หลวงพ่อแช่มก็ทำผ้าประเจียดแจกจ่าย ให้คนละผืน พร้อมกับแจ้งแก่ชาวบ้านว่า "ข้าเป็นพระสงฆ์จะรบราฆ่าฟันกับใครไม่ได้ พวกสูจะรบก็คิดอ่านกันเอาเอง ข้าจะทำเครื่องคุณพระให้ไว้สำหรับป้องกันตัวเท่านั้น" ชาวบ้านเอาผ้าประเจียดซึ่งหลวงพ่อแช่มทำให้โพกศีรษะเป็นเครื่องหมายต่อต้านพวกอั้งยี่
พวกอั้งยี่ให้ฉายาคนไทยชาวบ้านฉลองว่า พวกหัวขาว ยกพวกมาโจมตีคนไทยชาวบ้านฉลองหลายครั้ง ชาวบ้านถือเอากำแพง พระอุโบสถเป็นแนวป้องกัน อั้งยี่ไม่สามารถตีฝ่าเข้ามาได้ ภายหลังจัดเป็นกองทัพเป็นจำนวนพัน ตั้งแม่ทัพ นายกอง มีธงรบ ม้าล่อ เป็นเครื่องประโคมขณะรบกัน ยกทัพเข้าล้อมรอบกำแพงพระอุโบสถ ยิงปืน พุ่งแหลม พุ่งอีโต้ เข้ามาที่กำแพง เป็นที่น่าอัศจรรย์ ที่บรรดาชาวบ้านซึ่งได้เครื่องคุ้มกันตัวจากหลวงพ่อแช่มต่างก็แคล้วคลาดไม่ถูกอาวุธของพวกอั้งยี่เลย รบกันจนเที่ยงพวกอั้งยี่ยกธง ขอพักรบ ถอยไปพักกันใต้ร่มไม้หุงหาอาหาร ต้มข้าวต้มกินกัน ใครมีฝิ่นก็เอาฝิ่นออกมาสูบ อิ่มหนำสำราญแล้วก็นอนพักผ่อน ชาวบ้านแอบดูอยู่ในกำแพงโบสถ์ เห็นได้โอกาสในขณะที่พวกอั้งยี่เผลอก็ออกไปโจมตีบ้าง พวกอั้งยี่ไม่ทันรู้ตัวก็ล้มตายและแตกพ่ายไป หัวหน้าอั้งยี่ประกาศให้สินบนใครสามารถจับตัวหลวงพ่อแช่มวัดฉลองไปมอบตัวให้จะให้เงินถึง 5,000 เหรียญ
เล่าลือกันทั่วไปในวงการอั้งยี่ว่า คนไทยชาวบ้านฉลองซึ่งได้รับผ้าประเจียดของหลวงพ่อแช่มโพกศีรษะ ล้วนแต่เป็นยักษ์มารคงทนต่ออาวุธ ไม่สามารถทำร้ายได้ ยกทัพมาตีกี่ครั้งๆ ก็ถูกตีโต้กลับไปในทุกครั้ง จนต้องเจรจาขอหย่าศึกยอมแพ้แก่ชาวบ้านศิษย์หลวงพ่อแช่ม โดยไม่มีเงื่อนไข
คณะกรรมการเมืองภูเก็ต ได้ทำรายงานกราบทูลไปยังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้คณะกรรมการเมืองนิมนต์หลวงพ่อแช่ม ให้เดินทางไปยังกรุงเทพมหานคร มีพระประสงค์ทรงปฏิสันฐานกับหลวงพ่อแช่มด้วยพระองค์เอง หลวงพ่อแช่มและคณะเดินทางถึงกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานสมฌศักดิ์หลวงพ่อแช่ม เป็น พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ญานฌมุนี ให้มีตำแหน่งเป็นสังฆปาโมกข์เมืองภูเก็ต อันเป็นตำแหน่งสุงสุดซึ่งบรรพชิตจักพึงมีในสมัยนั้น ในโอกาสเดียวกัน ทรงพระราชทานนามวัดฉลองเป็นวัดไชยาธาราราม
บารมีหลวงพ่อแช่ม
จากคำบอกเล่าของคณะผู้ติดตามหลวงพ่อแช่มไปในครั้งนั้นแจ้งว่ามีพระสนมองค์หนึ่งในรัชกาลที่ 5 ป่วยเป็นอัมพาต หลวงพ่อแช่มได้ทำน้ำพระพุทธมนต์ให้รดตัวรักษา ปรากฏว่าอาการป่วยหายลงโดยเร็วสามารถลุกนั่งได้ อนึ่ง การเดินทางไปและกลับจากจังหวัดภูเก็ตกับ กรุงเทพมหานคร ผ่านวัดๆ หนึ่งในจังหวัดชุมพร หลวงพ่อแช่มและคณะได้เข้าพักระหว่างทาง ณ ศาลาหน้าวัด เจ้าอาวาสวัดนั้น นิมนต์ให้หลวงพ่อแช่มเข้าไปพักในวัด แต่ หลวงพ่อเกรงใจและแจ้งว่าตั้งใจจะพักที่ศาลาหน้าวัดแล้วก็ขอพักที่เดิมเถิด เจ้าอาวาสและชาวบ้าน ในละแวกนั้นบอกว่า การพักที่ศาลาหน้าวัดอันตรายอาจเกิดพวกโจร จะมาลักเอาสิ่งของของหลวงพ่อแช่มและคณะไปหมด หลวงพ่อแช่มตอบว่า “เมื่อมันเอาไปได้ มันก็คงเอามาคืนได้” เจ้าอาวาสวัดและชาวบ้านอ้อนวอน หลวงพ่อแช่มก็คงยืนยันขอพักที่เดิม เล่าว่า ตกตอนดึก คืนนั้น โจรป่ารวม 6 คน เข้ามาล้อมศาลาไว้ ขณะคนอื่นๆ หลับหมดแล้ว คงเหลือแต่หลวงพ่อแช่มองค์เดียว พวกโจรเอื้อมเอาของไม่ถึง หลวงพ่อแช่มก็ช่วยผลักของให้สิ่งของส่วนมากบรรจุปี๊บใส่สาแหรก พวกโจรพอได้ของก็พากันขนเอาไป
รุ่งเช้าเจ้าอาวาสและชาวบ้านมาเยี่ยม ทราบเหตุที่เกิดขึ้นก็พากันไปตามกำนันนายบ้านมาเพื่อจะไปตามพวกโจร หลวงพ่อแช่มก็ห้าม มิให้ตามไป ต่อมาครู่หนึ่ง พวกโจรก็กลับมา แต่การกลับมาคราวนี้หัวหน้าโจรถูกหามกลับมาพร้อมกับสิ่งของซึ่งลักไปด้วย กำนันนายบ้าน ก็เข้าคุมตัว หัวหน้าโจรปวดท้องจุดเสียดร้องครางโอดโอย ทราบว่าระหว่างที่ขนของซึ่งพวกตนขโมยไปนั้น คล้ายมีเสียงบอกว่า ให้ส่งของกลับไปเสีย มิฉะนั้น จะเกิดอาเพทพวกโจรไม่เชื่อขนของต่อไปอีก หัวหน้าโจรจึงเกิดมีอาการจุกเสียดขึ้นจนไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ เลยปรึกษากันตกลงขนสิ่งของกลับมาคืนหลวง พ่อแช่มสั่งสอนว่า ต่อไปขอให้เลิกเป็นโจรอาการปวดก็หาย กำนันนายบ้านจะจับพวกโจร ส่งกรมการเมืองชุมพร แต่หลวงพ่อแช่มได้ขอร้องมิให้จับกุมขอให้ปล่อยตัวไป
ไม่เพียงแต่ชนชาวไทยในภูเก็ตเท่านั้นที่มีความเคารพเลื่อมใสในองค์หลวงพ่อแช่ม ชาวจังหวัดใกล้เคียงตลอดจนชาวจังหวัดต่างๆ ในมาเลเซีย เช่น ชาวจังหวัดปีนัง เป็นต้นต่างให้ความเคารพนับถือในองค์หลวงพ่อแช่มเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะชาวพุทธในจังหวัดปีนัง ยกย่องหลวงพ่อแช่มเป็นเสมือนสังฆปาโมกข์เมืองปีนังด้วย
การปราบอั้งยี่ในครั้งนั้น เมื่อพวกอั้งยี่แพ้ศึกแล้วก็หันมาเลื่อมใสให้ความเคารพนับถือต่อหลวงพ่อแช่มเป็นอย่างมาก แม้แต่ผู้ซึ่งนับถือ ศาสนาอื่นก็มีความเคารพเลื่อมใสต่อหลวงพ่อแช่ม เกิดเหตุอาเพทต่างๆ ในครัวเรือนต่างก็บนบานหลวงพ่อแช่มให้ช่วยขจัดปัดเป่าให้
ชาวเรือพวกหนึ่งลงเรือพายออกไปหาปลาในทะเลถูกคลื่น และพายุกระหน่ำจนเรือจวนล่มต่างก็บนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ให้คลื่นลมสงบ แต่คลื่นลมกลับรุนแรงขึ้น ชาวบ้านคนหนึ่งนึกถึงหลวงพ่อแช่มได้ ก็บนหลวงพ่อแช่มว่าขอให้หลวงพ่อแช่มบันดาลให้คลื่นลมสงบเถิด รอดตายกลับถึงบ้านจะติดทองที่ตัวหลวงพ่อแช่มคลื่นลมก็สงบ มาถึงบ้านก็นำทองคำเปลวไปหาหลวงพ่อแช่ม เล่าให้หลวงพ่อแช่ม ทราบและขอปิดทองที่ตัวท่าน หลวงพ่อแช่มบอกว่าท่านยังมีชีวิตอยู่จะปิดทองยังไง ให้ไปปิดทองที่พระพุทธรูป ชาวบ้านกลุ่มนั้น ก็บอกว่าถ้าหากหลวงพ่อไม่ให้ปิดหากแรงบนทำให้เกิดอาเพศอีก จะแก้อย่างไรในที่สุดหลวงพ่อแช่มก็จำต้องยอมให้ชาวบ้าน ปิดทองที่ตัวท่านโดยให้ปิดที่แขนและเท้า ชาวบ้านอื่นๆ ก็บนตามอย่างด้วยเป็นอันมาก พอหลวงพ่อแช่มออกจากวัดไปทำธุระในเมือง ชาวบ้านต่างก็นำทองคำเปลวรอคอยปิดที่หน้าแขนของหลวงพ่อแทบทุกบ้านเรือนจนถือเป็นธรรมเนียม เมื่อกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จมาจังหวัดภูเก็ตนิมนต์ให้หลวงพ่อแช่มไปหา ก็ยังทรงเห็นทองคำเปลวปิดอยู่ที่หน้าแข้งของหลวงพ่อแช่ม นับเป็นพระภิกษุองค์แรก
ของเมืองไทยที่ได้รับการปิดทองแก้บนทั้งๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่
แม้แต่ไม้เท้าของหลวงพ่อแช่ม ซึ่งท่านถือประจำกายก็มีความขลัง ประวัติความขลังของไม้เท้ามีดังนี้ เด็กหญิงรุ่นสาวคนหนึ่ง เป็นคนชอบพูดอะไรแผลงๆ ครั้งหนึ่งเด็กหญิงคนนั้นเกิดปวดท้องจุดเสียดอย่างแรง กินยาอะไรก็ไม่ทุเลา จึงบนหลวงพ่อแช่มว่า ขอให้อาการปวดท้องหายเถิด ถ้าหายแล้วจะนำทองไปปิดที่ของลับของหลวงพ่อแช่ม อาการปวดท้องก็หายไป เด็กหญิงคนนั้น เมื่อหายแล้วก็ไม่สนใจ ถือว่าพูดเล่นสนุกๆ ต่อมาอาการปวดท้องเกิดขึ้นมาอีก พ่อแม่สงสัยจะถูกแรงสินบนจึงปลอบถามเด็ก เด็กก็เล่าให้พ่อแม่ฟัง พ่อแม่จึงนำเด็กไปหาหลวงพ่อแช่มหลวงพ่อแช่มกล่าวว่าลูกมึงบนสัปดนอย่างนี้ใครจะให้ปิดทองอย่างนั้นได้ พ่อแม่เด็กต่างก็อ้อนวอนกลัวลูกจะตายเพราะไม่ได้แก้บน ในที่สุดหลวงพ่อแช่มคิดแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้โดยเอาไม้เท้านั่งทับ สอดเข้าให้เด็กหญิงคนนั้นปิดทองที่ปลายไม้เท้า กลับบ้านอาการปวดท้องจุดเสียดก็หายไป ไม้เท้านั่งทับของหลวงพ่อแช่มอันนี้ ยังคงมีอยู่ และใช้เป็นไม้สำหรับจี้เด็กๆ ที่เป็นไส้เลื่อน เป็นฝีเป็นปาน อาการเหล่านั้นก็หายไปหรือชะงัดการลุกลามต่อไป เป็นที่น่าประหลาด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
- ศูนย์พระดอทคอม คลังข้อมูลพระเครื่องออนไลน์
- phuketbulletin
เรื่อง กองบรรณาธิการ
ภาพ นันทพัฒน์ สุรสิงห์โตทอง
ท้าวเทพกระษัตรี
คำจารึกที่อนุสาวรีย์ฯโดยกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์
เมืองถลางปางพม่าล้อมลุยรัณ
รอดเพราะคุณหญิงจันรับสู้
ผัวพญาผิวอาสัญเสียก่อนก็ดี
เหลือแต่หญิงยังกู้เกียรติไว้ชัยเฉลิม
เริ่มรบรุกตลบต้านโจมตี
ทั้งสกัดตัดเสบียงทีดักด้าว
พม่าอดหมดพลังหนีจากเกาะกเจิงแฮ
กลศึกแพ้แม่ท้าวไม่ท้อโถมหนอ
ไพร่พลมากมายดั่งน้ำในมหาสมุทรถึง 144,000 คนจัดเป็นทัพใหญ่ยกมาหมายโจมตีสยามประเทศในรัชสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 1 เป็นที่รู้จักกันดีในนามสงครามเก้าทัพ หัวเมืองชายฝั่งทะเลตะวันตกถูกระดมตีด้วยแม่ทัพใหญ่ยี่หวุ่นคุมกำลัง 3,000 คนตั้งแต่เมืองกระตะกั่วป่าตะกั่วทุ่งค่ายปากพระโดยมีเป้าหมายที่เมืองถลางคลังของสยามประเทศ คราวนั้นเจ้าเมืองถลางเพิ่งเสียชีวิตลงชาวเมืองถลางระส่ำระสายต่อข้าศึก ดีว่าท่านผู้หญิงจันภริยาเจ้าเมืองถลางที่ถึงแก่กรรมและคุณมุกผู้เป็นน้องสาวกลับเป็นศูนย์รวมใจให้ปวงชนตั้งมั่นและเข้มแข็งโดยรวบรวมกำลังคนจากบ้านต่างๆเช่นบ้านในยางบ้านไม้ขาวบ้านดอนบ้านเหรียงฯลฯมาเตรียมการรบที่ค่ายรบข้างวัดพระนางสร้าง ส่วนฝั่งทุ่งนาพม่าก็มายึดสร้างค่ายตั้งประชิดไว้ จากความได้เปรียบด้านเสบียง และภูมิประเทศปืนใหญ่ที่ตั้งตรึงไว้หลายวันเป็นผลให้พม่าเริ่มขาดแคลนเสบียง
ด้วยกลศึกที่วางแผนให้ผู้หญิงแต่งกายคล้ายทหาร เอาไม้ทองหลางมาเคลือบปลายด้วยดีบุกมาถือแทนอาวุธทำทีเป็นกำลังเสริมเดินขบวนเข้าเมืองถลางทุกคืน ทำให้กองทัพพม่าเข้าใจผิด การประจันหน้าครั้งนี้ใช้เวลาถึง 1 เดือนเศษกำลังพม่าทั้งอ่อนล้าและขาดเสบียงอาหารเมื่อพม่าตั้งพลเข้าโจมตีถูกฝ่ายเมืองถลางระดมยิงปืนเล็กปืนใหญ่นำเอาดินประสิวไปโปรยในกองทัพพม่ายิงคบเพลิงเข้าไปผสมตามยุทธวิธีพระพิรุณสังหารครั้นเมื่อชาวเมืองถลางยิงปืนใหญ่แม่นางกลางเมืองถูกต้นทองหลางหน้าค่ายพม่าหักลง กองทัพพม่าระส่ำระสายเสียขวัญและแตกทัพไปเมื่อวันจันทร์เดือน 4 แรม 14 ค่ำปีมะเส็งสัปตศกจุลศักราช1147 ตรงกับวันที่13 มีนาคมพ.ศ. 2328เป็นวันถลางชนะศึก
หลังเสร็จจากการศึกแล้วเมื่อความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมบำเหน็จผู้ทำคุณแก่แผ่นดิน โดยให้ท่านผู้หญิงจันเป็นท้าวเทพกระษัตรีคุณมุกน้องสาวเป็นท้าวศรีสุนทร
หากประมวลความเรื่องราวกับชีวิตความเป็นอยู่ของท่านท้าวเทพกระษัตรีและท้าวศรีสุนทร นั้นนัยว่าท่านเป็นผู้หญิงที่ต้องบากบั่นตรากตรำทำงานเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของบ้านเมืองตลอดมานับแต่การรับภาระชำระหนี้สินภาษีอากรส่งเข้าท้องพระคลังหลวงแทนพระยาถลางซึ่งส่งให้ไม่ครบอันเป็นความรับผิดชอบในหน้าที่ต่อบ้านเมืองท่านมีความเฉลียวฉลาดเข้มแข็งเด็ดขาดสมกับที่เป็นเชื้อสายนักปกครองเมื่อมีภัยศึกท่านได้นำไพร่พลเข้าต่อสู้ด้วยกุศโลบายอันแยบยลจนได้รับชัยชนะข้าศึกปกป้องเมืองถลางไว้ได้ในยามที่บ้านเมืองขัดสนจากภัยของสงครามท่านก็ไม่ยอมย่อท้อต่อชีวิตนำชาวบ้านทำเหมืองดีบุกส่งขายเพื่อกอบกู้การเศรษฐกิจให้ไพร่พลชาวถลางมีความอยู่ดีกินดีขึ้นซึ่งวีรกรรมและผลงานของท่านนับเป็นแบบอย่างของหญิงไทยที่ได้รับยกย่องเป็นวีรสตรีเมืองถลาง
พระราชดำริพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในคราที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินประพาสภูเก็ตและทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในหนังสือประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ พ.ศ. 2452 ความตอนหนึ่งว่า
"... นึกขึ้นมาก็ต้องนึกชมว่าท้าวเทพกษัตรีนี้เป็นผู้หญิงคนเก่งคนหนึ่งผู้หญิงที่จะมีชื่อเสียงปรากฏอยู่ในตำนานของชาติเรามีน้อยนักสมควรแล้วที่จะมีอนุสาวรีย์ไว้ให้ระลึกถึงและจำได้ต่อไปชั่วกาลนาน ..."
อนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรีตั้งอยู่ที่วงเวียนสี่แยกท่าเรือตำบลศรีสุนทรอำเภอถลางจังหวัดภูเก็ตสร้างขึ้นในปีพ.ศ. 2509
อ้างอิง
- อุทยานประวัติศาสตร์สงคราม 9 ทัพ
- วิกิพีเดีย
- ท้าวเทพกระษัตรีวัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดภูเก็ต
- วีรสตรีไทยสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯเล่ม 21
- ท้าวเทพกระษัตรี-ท้าวศรีสุนทรวีรสตรีแห่งเมืองถลางโดยนางสาวบุหลงศรีกนก
- จอมร้างบ้านเคียน
- ศึกถลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติถลาง
เรื่อง กองบรรณาธิการ
ภาพ นันทพัฒน์ สุรสิงห์โตทอง
ข้าวหมูย่างเมืองตรังรสเด็ด...ยกความอร่อยมาถึงเชียงใหม่
![]() |
| ข้าวหมูย่างทีเด็ดร้านต้นศรีตรัง จ.เชียงใหม่ |
ร้านต้นศรีตรัง แค่ชื่อร้านก็คงไม่ต้องถามว่าต้นตอมาจากที่ไหนกันแล้วนะครับ ผมแวะเวียนไปฝากท้องอยู่เสมอถ้าผ่าไปทางสายแม่โจ้ ร้านต้นศรีตรังนี้หาไม่ยาก เพียงแค่เลี้ยวเข้าตลาดรวมโชคจากทางถนนแม้โจ้สายใหม่ ประมาณ 200 เมตรให้สังเกตุฝั่งขวามือเอาไว้ก็จะเจอ เมนูประจำที่มาแล้วต้องสั่งก็คือข้าวหมูย่าง ที่เป็นหมูย่างขึ้นชื่อสูตรเมืองตรัง หนังกรอบ เนื้อนุ่ม หรือจะเป็นข้าวขาหมู บะหมี่ อยากให้แวะลองไปชิมกันดูนะครับ เผื่อจะเป็นอีกหนึ่งร้านที่ปักหมุดไว้เวลาท้องร้อง
เรื่อง / ภาพ : นันทพัฒน์ สุรสิงห์โตทอง
ความรู้สึก กับความเป็นจริง
ภาพ : นันทพัฒน์ สุรสิงห์โตทอง
“เฝอ” ก๋วยเตี๋ยวชู้รัก...จากก้อมน้อยริมทางถึงภัตตาคารหรู
ริมถนนที่หลวงพระบาง ข้างถนนเข้าปราสาทบันทายสรี ในตลาดสดของรัฐฉานเมืองลา แล้ววันนี้ก้อมน้อยตรงข้ามที่พักในย่าน Old Quarter เมืองฮานอยก็แออัดไปด้วยผู้คนทั้งเด็กวัยรุ่นจนถึงวัยผมเปลี่ยนสี ต่างก็กำลังนั่งก้มหน้าก้มตากับอาหารจานด่วนกันอย่างเอร็ดอร่อย
หลาย ๆ ที่ที่ไป พวกเราก็ได้ลองลิ้นชิมรสเจ้าอาหารยอดนิยมนี่มาทุกครั้ง แต่วันนี้ต้องบอกว่าขอนำมาเป็นประเด็นแนะนำเพราะความอร่อยแบบเป็นหนึ่งไม่มีสองของ เฝอ-ฮานอย ทำให้พวกเราต้องยกนิ้วให้อย่างไม่ลังเลกันเลย เฝอก็เหมือนอาหารแบบข้าวแกงบ้านเราคือหากินง่าย ราคาถูก ปรกติถ้าชาวเวียดนามอยู่บ้านก็จะกินข้าวเป็นอาหารหลัก แต่บางครั้งถ้าเบื่อทานข้าวที่บ้าน ก็มักจะออกมากินเฝอ ชาวเวียดนามเค้าก็เปรียบเจ้าเฝอนี้ว่าเป็นทางเลือก หรือชู้รัก แทนข้าวที่เหมือนกับภรรยาที่บ้าน เหมือนบอกเป็นนัยว่าเจ้าก๋วยเตี๋ยวธรรมดานี้นะ ถ้าเรารู้จักปรุงให้เผ็ดร้อน มันก็อร่อยเด็ดเหมือนกัน
เฝอกับก๋วยเตี๋ยวบ้านเราคงเป็นญาติกันแนบแน่นน่าดู แต่น้ำซุปกับเครื่องเคียงนี่ต่างกันไปเส้นของเค้าคล้ายเส้นเล็กแต่กว้างกว่า อาจเจอเส้นกลมคล้ายขนมจีนบ้างและก็มีทั้งเฝอเนื้อ หมู ไก่ ปลา เต้าหู้ หมูยอ และที่ทำให้หนุ่มสาวที่นี่หุ่นดีก็คือผักสดนานาชนิดที่จะเด็ดเอาแต่ยอดอ่อนมาแกล้ม บางเจ้าก็จะมีกะปิ สำหรับซอสปรุงรสเค้าจะใช้ซอสฮอยซิน คล้ายซอสถั่วเหลืองบ้านเราหอมกลมกล่อมดีมาก และซอสพริกศรีราชาช่วยเพิ่มรสชาติให้กับคนที่ชอบรสเผ็ด รสเปรี้ยวที่นี่เค้าแปลกไม่ได้ใช้มะนาวเหมือนบ้านเรา แต่เค้าใช้ส้มลูกเล็ก ๆ คล้ายส้มจี๊ดตัดปลายไว้ให้บีบใส่ แหมทั้งหอมแบบเปรี้ยวอมหวานเยี่ยมยอดมาก ส่วนน้ำซุปเค้าจะใช้กระดูกหมูส่วนขา กระดูกสันหลัง หางวัว หรือเนื้อวัว เนื้อไก่ มาเคี่ยวนานหลายชั่วโมงจนได้น้ำซุปรสกลมกล่อม ตัดกลิ่นด้วยเครื่องเทศชนิดต่าง ๆ เช่นหอมหัวใหญ่ กระเทียม เมล็ดดอกจัน ขิง กานพลู อบเชย ยี่หร่าอีกเล็กน้อย เรียกว่าซุปเค้านี่ผมแทบไม่ได้ปรุงเพิ่มเลย ร้านไหนร้านนั้นอร่อยทุกร้าน ยิ่งช่วงบ่าย ๆ เย็น ๆ น้ำซุปถูกเคี่ยวจนเข้าเนื้อยิ่งเด็ด
ใครจะเคยคิดว่าในอดีตการขายเฝอข้างถนนก็ผิดกฎหมาย ประมาณกลางทศวรรษ 1980 ก่อนปฏิรูประบบเศรษฐกิจ แผงลอยขายเฝอถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เพราะราษฎรต้องรับข้าวกับเนื้อที่เป็นส่วนปันจากรัฐบาล คนขายเก่า ๆเล่าให้ฟังว่าต้องแอบขายกันหลังบ้านให้กับคนที่รู้จักเท่านั้น แต่ทุกวันนี้ไม่ว่าเราจะอยู่มุมไหนของเวียดนามเราจะหาร้านเฝอได้ง่ายที่สุดทั้งแบบยอง ๆ เหลา จนถึงระดับภัตตาคาร ยิ่งทุกวันนี้มีร้าน เฝอ24 ที่ตีตลาดแบบแมคโดนัลที่เปิดสาขาให้บริการกันหลายสิบสาขาแล้ว ก่อนจะหมดพื้นที่หน้าขอกระซิบดัง ๆ ตรงนี้ว่า เฝอที่เวียดนามเหนืออร่อยที่สุดเท่าที่เคยชิมมาเลยครับ ใครมีโอกาสเดินทางมาถึงนี่ไม่ต้องกลัวว่าร้านเล็ก ๆ ข้างทางจะไม่อร่อย ผมรับประกันได้เลยว่าของเค้าดีจริง ๆ ครับ
เรื่อง / ภาพ : นันทพัฒน์ สุรสิงห์โตทอง
"อ๋าวไหย่" Vietnamese traditional costumes
"อ๋าวไหย่" Vietnamese traditional costumes
![]() |
| นักศึกษาสาวชาวเวียดนามในชุดอ๋าวไหย่ |
ในใจลึก ๆ ประสาหนุ่มโสดที่มีโอกาสได้เดินทางท่องเที่ยวไปต่างแดนโดยเฉพาะประเทศเวียดนามที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องชุดแต่งกายประจำชาติซึ่งมีเสน่ห์ สวยงาม เย้ายวน ทว่ามิดชิด จากคำเล่าขานหรือจะเท่าไปเห็นด้วยตาตัวเอง เพราะฉะนั้นเมื่อมีโอกาสได้ไปเยือนเวียดนามถึงถิ่นพอเครื่องบินลงจอดที่สนามบินนอยไบสายตาผมก็สอดส่องเผื่อจะพบสาวในชุดอ๋าวไหย่ให้สมตั้งใจ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่พบซักที จนเดินทางเข้าเมืองฮานอยก็ต้องผิดหวังอีกคำรบใหญ่เพราะเพิ่งรู้ว่าเวียดนามเหนือเค้าจะไม่ใส่ชุดอ๋าวไหย่กัน ถ้าอยากเห็นต้องไปเวียดนามใต้โดยเฉพาะที่เมืองเว้ ด้วยความคาดหวังอันสูงส่งทำให้หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่ไปในทริปนั้นต่างผิดหวังกันอย่างแรง เอาเป็นว่าเรามาดูวิวัฒนาการของชุดอ๋าวไหย่กันก่อนดีกว่า
อ๋าวไหย่ ถ้าแปลตามความหมายก็คือชุดยาว แต่กว่าจะมาเป็นชุดยาวนี่ได้ก็ต้องผ่านขั้นตอนกระบวนการคัดสรรทางการเวลากันมาพอควร เพราะแต่เดิมประมาณปี 1744 พระเจ้ามินหม่างแห่งราชวงศ์เหวียน ที่มีอำนาจอยู่ในเวียดนามกลางและใต้ ได้กำหนดให้แต่งกายแบบจีนคือให้ใส่กางเกงขายาวแทนกระโปรง เสื้อแหวกแบบผูกด้านหน้า โดยกำหนดจากชนชั้นทางสังคม และอาชีพของผู้สวมใส่ แต่ชุดสมัยโบราณผู้หญิงจะแต่งเป็นกระโปรงยาวไม่ใส่กางเกงซึ่งเดี๋ยวนี้เราก็ยังสามารถพบเห็นได้ตามหมู่บ้านทางเวียดนามตอนเหนือ ที่ผมไปแถวซาปาก็ยังมีชาวบ้านที่มีอายุก็ยังนิยมแต่งกายแบบเดิมอยู่พอสมควร
ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 1930 ก็ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบเนื้อผ้าโดยให้ทันสมัยขึ้นจนมาเป็นชุดอ๋าวไหย่ทุกวันนี้ แต่ภายหลังการรวมชาติ และสงครามเวียดนามได้จบลงประเทศเวียดนามต้องประสบภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจไปทั่ว ชุดอ๋าวไหย่จึงกลายเป็นของสิ้นเปลืองต้องห่างหายไปชั่วคราว ต่อมาปลายปี 1980 เมื่อสภาพสังคม และเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ชุดประจำชาติชุดนี้ก็ได้กลับมารับความนิยมอีกครั้ง โดยเฉพาะในเขตตอนใต้ของประเทศ
![]() |
| ชุดแต่งงานของชาวเวียดนาม |
ชุดอ๋าวไหย่มักจะใช้ผ้าเนื้อบางเบาเมื่อสวมใส่แล้วจะแนบไปกับสรีระของผู้ใส่ ซึ่งตลอดเวลาที่ผมเดินทางอยู่ในเวียดนามเรียกว่าแทบจะไม่เห็นคนอ้วนเลย หญิงสาวชาวเวียดนามเค้าดูแลตัวเองดีมาก ๆ ทั้งเรื่องอาหารการกินที่เน้นจำพวกผักเป็นหลัก ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้สาวรุ่นที่นี่มีแต่รูปร่างดี ๆ สูงโปร่ง จนมีเรื่องเล่าว่า ในตอนใต้ของเวียดนามที่นักเรียนหญิงจะใส่ชุดอ๋าวไหย่หากวันใดฝนตกเราจะเห็นความสวยงามของสรีระร่างกาย ทั้งส่วนเว้าส่วนโค้งอย่างชัดเจน จนบางครั้งพวกนักท่องเที่ยวจะมารอดูอยู่ที่หน้าโรงเรียนเลยก็มี แบบนี้ถ้าเป็นบ้านเราคงโดนตำรวจจับข้อหาโรคจิตแน่ ๆ เรื่องนี้จะจริงเท็จประการใดหากมีโอกาสไปเวียดนามใต้ผมก็จะขออาสาไปพิสูจน์ให้ก่อนละกันนะครับ
แต่มาเวียดนามครั้งนี้ก็ไม่ได้โหดร้ายเกินไปนัก เพราะวันสุดท้ายขณะที่ผมกำลังเดินเล่นอยู่ที่วิหารวรรณกรรมกลางเมืองฮานอย พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นสาวน้อยในชุดอ๋าวไหย่กำลังถ่ายภาพเป็นที่สนุกสนาน จึงเดินเข้าไปถามได้ความว่าเป็นนักศึกษากำลังจะเรียนจบปีนี้เลยไปเช่าชุดกับเพื่อน ๆ มาถ่ายภาพกัน ผมก็เลยถือโอกาสขออนุญาตถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก ช่างเป็นการปิดทริปเวียดนามได้ดั่งใจหวังจริง ๆ ครับ
เรื่อง / ภาพ : นันทพัฒน์ สุรสิงห์โตทอง
Vietnamese traditional costumes
Young women wear light brown-colored short shirts with long black skirts. Their headgear consists of a black turban with a peak at the front. To make their waist look smaller, they tightly fasten a long piece of pink or violet cloth. On formal occasions, they wear a special three layered dress called an "ao dai", a long gown with slits on either side. Over time, the traditional "ao dai" has gone through certain changes. Long gowns are now carefully tailored to fit the body of a Vietnamese woman. The two long slits along the side allow the gown to have two free floating panels in the front and at the back of the dress. The floating panels expose a long pair of white silk trousers. In general, Vietnamese clothing is very diverse. Every ethnic group in Vietnam has its own style of clothing. Festivals are the occasion for all to wear their favorite clothes. Over thousands of years, the traditional clothing of all ethnic groups in Vietnam has changed, but each ethnic group has separately maintained their own characteristics.
http://www.vietnamtourism.com
Popular Posts
-
"อ๋าวไหย่" Vietnamese traditional costumes นักศึกษาสาวชาวเวียดนามในชุดอ๋าวไหย่ ในใจลึก ๆ ประสาหนุ่มโสดที่มีโอกาสได...
-
หลายๆ คนบอกว่า ถ้ามาเที่ยวภูเก็ตแล้วมาไม่ถึงแหลมพรหมเทพก็เหมือนมาไม่ถึงภูเก็ต แม้ว่าที่เกาะภูเก็ตจะมีที่เที่ยวมากมาย ทั้งทะเล สายลม...
-
ตามริมน้ำใสเย็น ในป่าลึก หรือบนดอยสูง หากเราใส่ใจในรายละเอียดซักนิด เจ้าตัวน้อยที่น่ารักอาจแอบมองเราอยู่ก็เป็นได้ ซาลามานเดอร์ หร...
-
แสงยามเย็นเริ่มลูบไล้ริมฝั่งน้ำ สะพานสีแดงสดที่ทอดตัวสู่เกาะเล็กๆ กลางทะเลสาบ ซึ่งเป็นหนึ่งในตำนานแห่งอิสรภาพของชนชาวเวียดนาม ริ...
-
ก่อนการเดินทางลงจังหวัดภูเก็ตครั้งนี้ทางทีมงานได้หาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ เพื่อจะได้ลงไปเก็บงานให้ได้ครบตามที่ต้องการแต่กล...
-
โครงการคืนชะนีสู่ป่าที่จังหวัดภูเก็ต ผมมีโอกาสได้แวะไปดูโครงการของเค้าเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในหน้างานที่ผมต้องถ่ายภาพ แล...
-
ในเขตพื้นที่ของจังหวัดภูเก็ตซึ่งเป็นเกาะที่ถูกล้อมรอบด้วยทะเล เรื่องของแหล่งน้ำจืดถือว่า เป็นหัวใจสำคัญสำหรับการอยู่อาศัย โดยเฉ...
-
ประวัติวัดฉลอง "วัดฉลอง"เป็นวัดที่มีมาแต่ก่อนเก่า จึงไม่มีท่านผู้ใดทราบประวัติความเป็นมาได้ละเอียดนัก วัดฉลองนี้...
-
เบียร์วุ้นแก้วแช่ ร้านอาหารสามเสนวิลล่า ถ้าจะย้อนเวลาไปหยิบเบียร์วุ้นขวดแรกที่เป็นต้นตำนานของ “เบียร์วุ้นแก้วแช่” ...
-
จุดชมวิวบนยอดดอยเวียงผา Canon EOS 5DMKII EF 16-35 f2.8L + Lee Graduate 0.7 ผมเดินทางมาไชยปราการก็หลายครั้ง ทั้งเป็นทางผ่านไปดอยฟ้าห่...
เกี่ยวกับฉัน
ขับเคลื่อนโดย Blogger.
















